Home Hot Line : 0-850-911-999 E-mail : buildingthailand@hotmail.com

ค้นหาในเว็บ...

Home
รวมข่าวทั้งหมดที่แปล
WebBoard
ลงชื่อฟ้องศาลปกครอง
ดาวน์โหลด E-leaning ฟรี!
ระบบแอดมิชชั่นส์
Contact Us
Links
การเข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ผู้เข้าชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 23 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด

สทศ.เฉลยข้อสอบ PAT ผิดไป 4 ข้อ แต่ได้แก้ไขให้คะแนนฟรี 18 คะแนนแก่ทุกคนแล้ว พิมพ์ ส่งเมล

มีรายละอียดข้อที่ผิดดังนี้

ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) ครั้งเดือน ต.ค. 53 ข้อ78. ที่ผิด เพราะผู้ออกข้อสอบเฉลยว่าระฆังไม่มีเสียงดังกังวาลซึ่งจะตอบ 36 วินาที ซึ่งผิดธรรมชาติเพราะถ้าโจทย์ไม่ได้ระบุหรือบังคับมานักเรียนเกือบทั้งหมดจะต้องคิดตามธรรมชาติคือระฆังจะต้องมีเสียงกังวาลทำให้ไม่สามราถหาคำตอบได้ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะตอบ 35.63 แต่ที่จริงๆแล้วจะหาคำตอบไม่ได้ (ข้อนี้เป็นข้อสอบเติมคำมีคะแนน 6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน) จึงเสนอให้ให้คะแนนฟรีกับทุกคนที่เข้าสอบ

ข้อสอบความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) ข้อ 79. ที่ผิด เพราะผู้ออกข้อสอบเฉลย 9 โดยคิดไม่ถึงว่าถ้าคิดจริงๆแล้วต้องตอบ 7 เพราะถ้าเด็กฉลาดมากๆจะตอบ 7 แต่เด็กทั่วไปจะตอบ 9  แต่เมื่อพิจารณาจากคำถามแล้วจะตอบอะไรก็ได้ระหว่าง 7 ถึง 30 ผมจึงเสนอให้ให้คะแนนฟรีกับทุกคน (ข้อนี้เป็นข้อสอบเติมคำมีคะแนน 6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน)

ข้อสอบ PAT2 ครั้งวันที่ 10 ตค. 53 ที่ผิด ข้อนี้ผู้ออกข้อสอบไม่ได้ระบุว่าพื้นไม่มีแรงเสียดทานทำให้มีตัวเลือกได้ 2 คำตอบคือตัวเลือก 2. กับ 3. แต่ที่จริงแล้วจะตอบคำตอบอื่นๆก็ได้

ดังนั้นจึงต้องให้คะแนนฟรีกับนักเรียนทุกคนที่เข้าสอบเพื่อความเป็นธรรมและเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องกับวงวิชาการ ขอให้นักเรียนที่เข้าสอบและยังไม่ได้คะแนนจากสามข้อดังกล่าวคอยตรวจสอบว่าได้คะแนนเพิ่มหรือยังถ้ายังให้ร้องเรียนมาที่ และมีรายละเอียดการเฉลยดังนี้

และมี PAT 3 ข้อ 46  ก็ผิดด้วย จะต้องให้คะแนนฟรีกับทุกคนอีกข้อ

ล่าสุดสทศ.ได้ให้คะแนนฟรีกับทุกคนทั้ง 4 ข้อแล้วขอให้ทุกคนรอดูว่าได้คะแนนเพิ่มหรือยัง

 

 

 

 

ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) ครั้งเดือน ต.ค. 53 ข้อ78. ที่ผิด

โจทย์คือ ข้อ 78. เสียงระฆังที่หอนาฬิกาจะตีบอกเวลาทุกๆชั่วโมง เมื่อเวลา 4 โมงเย็น (ระฆังตี 16 ครั้ง) หากจับเวลาหลังจากได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งสิ้นเสียงระฆังครั้งสุดท้ายได้เวลา 30 วินาที อยากทราบว่าที่เวลาหนึ่งทุ่ม ระยะเวลาตั้งแต่ได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งสิ้นเสียงระฆังครั้งสุดท้าย คิดเป็นเวลากี่วินาที     (ข้อสอบเป็นข้อสอบแบบเติมคำตอบไม่ใช่แบบตัวเลือกให้คะแนน 6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน)

                      ผู้ออกข้อสอบเฉลย   36 วินาที โดยผู้ออกข้อสอบตั้งสมมติฐานว่าเสียงระฆังนั้นไม่ดังกังวาลคือแต่ละครั้งจะดังสั้นมากจนถือว่าระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยินจนถึงสิ้นสุดเสียงเป็นศูนย์ ดังแผนภาพนี้

 โดยเวลา 16.00 น.จะได้ยินเสียงระฆังดังนี้

 

 ซึ่งถ้าระยะเวลาตั้งแต่สิ้นเสียงครั้งแรกจนเริ่มได้ยินเสียงครั้งต่อไปเท่ากับ x  วินาที จะได้สมการสำหรับเวลา 16.00 น.ว่า 15x = 30 ได้ x = 2 วินาที

และในเวลา 19.00 น.จะได้ยินเสียงระฆังดังนี้

 

จะได้เวลาสำหรับการตีระฆังในเวลา 19.00น. คือ 18x = 18(2) = 36 วินาท

ซึ่งการเฉลยดังกล่าวเป็นการเฉลยที่ผิดเพราะ

                         1. ลักษณะเสียงของระฆังที่ตีหนึ่งครั้งนั้นจะเป็นเสียงที่ดังกังวาลทอดยาวออกไปโดยจากการเริ่มได้ยินจนสิ้นสุดเสียงในแต่ละครั้งจะกินเวลาช่วงหนึ่ง ไม่สามารถกำหนดให้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยินจนสิ้นสุดการได้ยินเป็น 0 วินาทีหรือไม่กังวาลได้เพราะจะขัดกับความเป็นจริง ดังแผนภาพที่ถูกต้องต่อไปนี้

 

ยิ่งเมื่อโจทย์มีคำว่า เริ่มได้ยินเสียงครั้งแรก กับ สิ้นเสียงระฆัง  นั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเริ่มต้นและการสิ้นสุดนั้นไม่ใช่จุดเดียวกัน และยิ่งเมื่อโจทย์ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าการตีระฆังนี้เป็นการตีแบบใด นักเรียนจึงสามารถตั้งสมมติฐานการตีได้หลายรูปแบบดังต่อไปนี้

                           1.1 การตีระฆังแต่ละครั้งเป็นการตีครั้งแรกแล้วรอจนระฆังเงียบไปช่วงเวลาหนึ่งแล้วจึงตีระฆังครั้งต่อไป ฉะนั้นโดยสมมติฐานนี้จะได้ยินเสียง ดังแผนภาพต่อไปนี้

 

 

ซึ่งถ้าให้ช่วงเวลาที่ดังกังวาลแต่ละครั้งใช้เวลาเท่ากับ x วินาทีและให้ช่วงเวลาที่เงียบ(ตั้งแต่เริ่มเงียบจนได้ยินเสียงครั้งต่อไป)ใช้เวลาเท่ากับ y วินาที ฉะนั้นในเวลา 16.00 น. จะได้แผนภาพเสียงระฆังดังต่อไปนี้


และจะได้สมการว่า  16x+15y = 30

 และในเวลา 19.00 น.จะได้ยินเสียงระฆังดังแผนภาพดังต่อไปนี้

 

ซึ่งจะใช้เวลาเท่ากับ 19x + 18y ดังนั้นเมื่อได้สมการว่า 16x+15y = 30 แล้วถามว่า 19x + 18y = ? นั้นจะไม่สามารถหาคำตอบได้เฉพาะเจาะจง เพราะเป็นหนึ่งสมการแต่มีสองตัวแปรคำตอบจะผันแปรไปขึ้นอยู่กับค่า x หรือ  y ที่จะกำหนดขึ้นดังตัวอย่างต่อไปนี้

สมมติ x

0.70

0.80

0.90

1.00

1.10

1.20

1.30

1.40

1.50

1.60

1.70

จะได้ y

1.25

1.15

1.04

0.93

0.83

0.72

0.61

0.51

0.40

0.29

0.19

จะได้คำตอบ(19x+18y)

35.86

35.84

35.82

35.80

35.78

35.76

35.74

35.72

35.70

35.68

35.66

 

จะเห็นได้ว่าจากการสมติดังกล่าวจะทำให้ได้คำตอบที่หลากหลายตั้งแต่ 35.86 วินาทีถึง 35.66 ซึ่งผู้เข้าสอบจะตอบค่าไหนก็ได้ และเมื่อข้อสอบเป็นแบบเติมคำตอบโดยให้ตอบเป็นทศนิยมได้ 2 ตำแหน่งทำให้ตอบคำตอบใดก็ได้   

                      1.2 การตีระฆังแต่ละครั้งจะไม่รอจนเสียงระฆังครั้งก่อนหน้าเงียบไปก่อน แต่จะตีระฆังครั้งต่อไปขณะที่เสียงระฆังครั้งก่อนหน้ายังดังกังวาลอยู่แต่จะเป็นช่วงเสียงที่ดังเบาลงเท่านั้น ดังแผนภาพดังต่อไปนี้

 

ฉะนั้นในเวลา 16.00 น.จะได้ยินเสียงระฆัง ดังแผนภาพดังต่อไปนี้

 

 

ซึ่งจะได้สมการคือ 15x + y = 30  

และเวลา 19.00 น.จะได้ยินเสียงดังแผนภาพดังต่อไปนี้

 

ซึ่งจะใช้เวลาเท่ากับ 18x + y  ซึ่งจะไม่สามารถหาค่าได้เฉพาะเจาะจง เพราะเป็นหนึ่งสมการแต่มีสองตัวแปรคำตอบจะผันแปรไปขึ้นอยู่กับค่า x หรือ  y ที่จะกำหนดขึ้นดังตัวอย่างต่อไปนี้

สมมติ x

1.78

1.80

1.82

1.84

1.86

1.88

1.90

1.92

1.94

1.96

1.98

จะได้ y

3.30

3.00

2.70

2.40

2.10

1.80

1.50

1.20

0.90

0.60

0.30

จะได้คำตอบ(18x+y)

35.34

35.40

35.46

35.52

35.58

35.64

35.70

35.76

35.82

35.88

35.94

 

จะเห็นได้ว่าจากการสมมติดังกล่าวจะทำให้ได้คำตอบที่หลากหลายตั้งแต่ 35.34 วินาทีถึง 35.94 ซึ่งผู้เข้าสอบจะตอบค่าไหนก็ได้ และเมื่อข้อสอบเป็นแบบเติมคำตอบโดยให้ตอบเป็นทศนิยมได้ 2 ตำแหน่งทำให้ตอบคำตอบใดก็ได้                       

                   1.3 การตีระฆังแต่ละครั้งจะตีครั้งต่อไปเมื่อเสียงระฆังครั้งก่อนหน้าสิ้นสุดเสียงพอดี ดังแผนภาพต่อไปนี้

 

 

ซึ่งในเวลา 16.00น.จะได้แผนภาพการตีระฆังดังนี้

 

 

ซึ่งจะได้สมการ 16x = 30 ซึ่งจะได้ x = 30/16

และในเวลา 19.00น.จะได้แผนภาพการตีระฆังดังนี้

 

 

ซึ่งจะใช้เวลาเท่ากับ 19x วินาที ซึ่งจะเท่ากับ 19(30/16) วินาที ซึ่งจะได้คำตอบเท่ากับ 35.63 วินาที ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้องค่าหนึ่งและมีนักเรียนจำนวน 4169 คนที่ตอบคำตอบนี้

                       ถ้าผู้ออกข้อสอบต้องการที่จะให้ตอบ 36 อย่างไม่ต้องมีข้อโต้แย้งจะต้องออกข้อสอบดังนี้ เสียงระฆังที่หอนาฬิกาจะตีบอกเวลาทุกๆชั่วโมง เมื่อเวลา 4 โมงเย็น (ระฆังตี 16 ครั้ง) หากจับเวลาหลังจากเริ่มได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งเริ่มได้ยินเสียงระฆังครั้งสุดท้ายได้เวลา 30 วินาที อยากทราบว่าที่เวลาหนึ่งทุ่ม ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งเริ่มได้ยินเสียงระฆังครั้งสุดท้าย คิดเป็นเวลากี่วินาที

                      แต่โจทย์กลับถามว่า เสียงระฆังที่หอนาฬิกาจะตีบอกเวลาทุกๆชั่วโมง เมื่อเวลา 4 โมงเย็น (ระฆังตี 16 ครั้ง) หากจับเวลาหลังจากได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งสิ้นเสียงระฆังครั้งสุดท้ายได้เวลา 30 วินาที อยากทราบว่าที่เวลาหนึ่งทุ่ม ระยะเวลาตั้งแต่ได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งสิ้นเสียงระฆังครั้งสุดท้าย คิดเป็นเวลากี่วินาทีซึ่งเมื่อโจทย์ใช้คำเช่นนี้ก็ทำให้ตีความหมายได้หลายแบบอย่างที่ยกตัวอย่างมานี้

                         ด้วยเหตุผลดังกล่าวกระผมจึงมีความเห็นว่าเมื่อโจทย์มีความไม่ชัดเจนจนสามารถตีความได้หลายแบบ และในบางรูปแบบที่ถูกต้องตามหลักแห่งความเป็นจริงนั้นก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ คำเฉลยของผู้ออกข้อสอบนั้นเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติและจะไม่มีนักเรียนที่เก่งและรอบคอบคนใดสามารถที่จะคิดได้ จึงเป็นการลงโทษนักเรียนที่เก่งแต่ให้รางวัลนักเรียนที่คิดไม่รอบคอบ ประกอบกับการสอบดังกล่าวเป็นการสอบระดับชาติที่มีผลต่ออนาคตของนักเรียนจำนวนมากทำให้ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดใดๆได้ ฉะนั้นจึงต้องให้คะแนนฟรีกับนักเรียนทุกคนไม่ว่าจะระบายคำตอบใดๆหรือไม่ระบายคำตอบ เพราะเมื่อโจทย์ไม่ชัดเจนทุกคนควรได้คะแนนฟรีทั้งหมด  เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่นักเรียนทุกคนและสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับวงวิชาการของชาติต่อไป

 

ข้อสอบความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) ข้อ 79. ที่ผิด

ข้อ 79. มีโซ่อยู่ 10 เส้น แต่ละเส้นมีจำนวน 3 ห่วงดังรูป ถ้าช่างเชื่อมต้องการต่อโซ่ 10 เส้นนี้เป็นเส้นเดียวยาวๆ ถามว่าช่างเชื่อมต้องตัดห่วงกี่อัน(ข้อสอบเป็นแบบเติมคำตอบมีคะแนน 6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน)

           

ผู้ออกข้อสอบเฉลยว่าต้องตัดห่วงทั้งสิ้น  9  ห่วง โดยมีวิธีคิดดังนี้


           

แต่ถ้าโจทย์ถามว่า จะต้องตัดห่วงน้อยที่สุดกี่ห่วง แล้ววิธีคิดที่ถูกต้องคือ

1. นำโซ่มาหนึ่งเส้น แล้วตัดทั้ง 3 ห่วง 

 

 
   
 

            2. นำโซ่อีก 4 เส้นมาต่อเข้าด้วยกันด้วยห่วงทั้งสามห่วงที่ตัดไว้นี้ ซึ่งจะได้แผนภาพดังนี้

 

 
   

 

 

จากขั้นตอนที่ 2. จะเห็นว่าต้อง ตัดห่วง 3 ห่วง เพื่อจะต่อโซ่ได้ 5 เส้น (4 เส้นที่ไม่ได้ตัดบวกกับ 3 ห่วงที่ตัดไว้)    แล้วทำตามขั้นตอน 1. ถึง  2.  อีกครั้งหนึ่ง

จะได้โซ่ ยาวจากการต่อ 5 เส้น อีกหนึ่งชุดดังนี้ 

 

ซึ่งเท่ากับว่า ตัดไปแล้วทั้งสิ้น   6 ห่วง ดยจะได้โซ่ 2 เส้นยาวเส้นละ 15 ห่วง แล้วจึงทำการ ตัดอีก 1 ห่วงที่ปลายด้านหนึ่งของเส้นใดก็ได้ แล้วนำสองเส้นมาต่อกันด้วยห่วงที่ตัดไว้นี้ ก็จะได้โซ่ยาวๆ 1 เส้น ตามที่โจทย์กำหนดดังนี้

 

 

ด้วยการตัดโซ่น้อยที่สุด 7 ห่วง

แต่เมื่อโจทย์ใช้คำถามว่า จะต้องตัดห่วงกี่อัน โดยไม่ได้ใช้คำว่า น้อยที่สุด นั้น แปลว่าจะตอบอะไรก็ได้ จาก 7 ถึง 30 ห่วง

ซึ่งจะเห็นได้ว่านักเรียนที่มีความรู้แบบพื้นๆจะตอบ 9 แต่ถ้าเป็นนักเรียนที่ฉลาดมากๆจะตอบ 7 แต่เมื่อผู้เฉลยเฉลย 9 ทำให้นักเรียนที่ฉลาดมากๆไม่ได้คะแนนซึ่งไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งและไม่เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในวงวิชาการ ฉะนั้นผมจึงเสนอให้ให้คะแนนฟรีในข้อนี้เพราะโจทย์ไม่ชัดเจนไม่มีคำว่า น้อยที่สุด สามารถตอบได้ตั้งแต่ 7 ถึง 30 และเมื่อเป็นคำถามแบบเติมคำตอบไม่ใช่แบบมีตัวเลือกก็ยิ่งต้องให้คะแนนกับทุกคนที่ตอบตั้งแต่ 7 ถึง 30 เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน

 

 

ข้อสอบ PAT2 ครั้งวันที่ 10 ตค. 53 ที่ผิด

ข้อ 57. แรงขนาดหนึ่งเมื่อกระทำต่อวัตถุซึ่งมีมวล m 1 ทำให้วัตถุมีความเร่ง 8.0 เมตร/วินาที 2  เมื่อแรงขนาดเดียวกันนี้กระทำต่อวัตถุมวล m 2  ทำให้ m 2 เคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่งได้ 48 เมตร ในเวลา 2 วินาที อัตราส่วนระหว่าง m 2 ต่อ m 1 คือ

1.  1:1                           2.  1:2                              3.  1:3                              4.  1:4

ซึ่งวิธีทำคือ    ที่มวล m 1 จะได้รูปแรงดังนี้

              

และจากรูปจะได้สมการ N1  =  m1g  และ  F – f1  =  m 1a = m1(8) = 8m 1        

เมื่อแทนค่า  f1 = µ N1 = µm1g  จะได้  F - µm1g  =  8m 1

ซึ่งจะได้ 

และที่มวล m 2 จะได้รูปแรงดังนี้

 

จากรูปจะได้สมการ N2  =  m2g  และ  F –  f2  =  m 2a

และจากที่โจทย์กำหนดให้ m 2 เคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่งได้ 48 เมตร ในเวลา 2 วินาทีจะสมารถหาความเร่งของm 2 ได้จาก  s = ut + ½ at 2   เมื่อแทนค่าจะได้ 48 = 0(2) + ½ a(2) 2     ซึ่งจะได้ a  =  24 เมตร/วินาที2    

 แทนค่าจะได้    F –  f2  =  m 2a = m2(24) = 24m 2     เมื่อแทนค่า f2 = µN2    =  µm2g  จะได้  F - µm2g  =  24m 2

 ซึ่งจะได้ 

เมื่อโจทย์ต้องการหา m2: m 1 จะได้

ซึ่งจะไม่หาค่าได้เพราะไม่ทราบค่า µ ซึ่งการที่ผู้ออกข้อสอบเฉลยว่าคำตอบคือ 1: 3 นั้นได้มาจากการที่แทนค่า µ ด้วย 0 ซึ่งในโจทย์ไม่ได้มีคำกล่าวใดที่จะสามารถตีความได้ว่า µ = 0 ได้เลย และเมื่อลองแทนค่า µ ด้วย 0.8 ก็จะได้คำตอบเป็น 1: 2 ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ 2.ด้วย และเมื่อเปลี่ยนค่า µ ไปจะมีคำตอบต่างๆดังนี้

 

 

อาจจะเป็นไปได้ว่ามีนักเรียนบางคนคิดว่าวัตถุทั้งสองก้อนนั้นไม่ได้วางอยู่บนพื้น แต่กำลังลอยขึ้นในแนวดิ่งซึ่งได้รูปแรงที่มวล m1 ดังนี้

ซึ่งจะได้สมการคือ F – m1g  =  m1a  ซึ่งจะได้ F = m1g  +  m 1a และเมื่อแทนค่า a และ g จะได้ F = 18m1

จะได้       

 เมื่อพิจารณาที่มวล m 2  จะได้รูปแรงดังนี้

ซึ่งจะได้สมการคือ F – m2g  =  m2a  ซึ่งจะได้ F = m2g  +  m2a และเมื่อแทนค่า a และ g จะได้ F = 34m 2

จะได้

   เมื่อโจทย์ต้องการหา m2: m 1 จะได้  ซึ่งจะเป็นคำตอบหนึ่งที่เป็นไปได้เพราะโจทย์ไม่ได้ระบุทิศทางการเคลื่อนที่ และจะทำให้คิดได้อีกหลากหลายรูปแบบ

    อีกประเด็นหนึ่งคือโจทย์ไม่ได้ระบุว่า m 2 มีความเร่งคงที่ ฉะนั้นเป็นไปได้ว่า m2  มีความเร่งไม่คงที่ยิ่งทำให้การคำนวณซับซ้อนมากขึ้นจนไม่สามารถคำนวณได้

    เมื่อโจทย์ไม่ชัดเจนจะทำให้คนที่มีความรู้ลึกซึ้งและรอบคอบสามารถหาตำตอบได้หลากหลาย มีแต่เพียงคนที่ไม่รอบคอบเท่านั้นที่แทนค่า µ = 0 ทั้งๆที่โจทย์ไม่ได้ระบุไว้ ดังนั้นจึงควรให้คะแนนฟรีกับผู้เข้าสอบทุกคนเพื่อความเป็นธรรมและเพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ

 

 

 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ทันข่าว 24 ชั่วโมง