มีรายละอียดข้อที่ผิดดังนี้ ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) ครั้งเดือน ต.ค. 53 ข้อ78. ที่ผิด เพราะผู้ออกข้อสอบเฉลยว่าระฆังไม่มีเสียงดังกังวาลซึ่งจะตอบ “36 วินาที ” ซึ่งผิดธรรมชาติเพราะถ้าโจทย์ไม่ได้ระบุหรือบังคับมานักเรียนเกือบทั้งหมดจะต้องคิดตามธรรมชาติคือระฆังจะต้องมีเสียงกังวาลทำให้ไม่สามราถหาคำตอบได้ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะตอบ “35.63 ” แต่ที่จริงๆแล้วจะหาคำตอบไม่ได้ (ข้อนี้เป็นข้อสอบเติมคำมีคะแนน 6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน) จึงเสนอให้ให้คะแนนฟรีกับทุกคนที่เข้าสอบ
ข้อสอบความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) ข้อ 79. ที่ผิด เพราะผู้ออกข้อสอบเฉลย “9 ” โดยคิดไม่ถึงว่าถ้าคิดจริงๆแล้วต้องตอบ “7 ” เพราะถ้าเด็กฉลาดมากๆจะตอบ “7 ” แต่เด็กทั่วไปจะตอบ “9 ” แต่เมื่อพิจารณาจากคำถามแล้วจะตอบอะไรก็ได้ระหว่าง “7 ถึง 30 ” ผมจึงเสนอให้ให้คะแนนฟรีกับทุกคน (ข้อนี้เป็นข้อสอบเติมคำมีคะแนน 6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน)
ข้อสอบ PAT2 ครั้งวันที่ 10 ตค. 53 ที่ผิด ข้อนี้ผู้ออกข้อสอบไม่ได้ระบุว่าพื้นไม่มีแรงเสียดทานทำให้มีตัวเลือกได้ 2 คำตอบคือตัวเลือก 2. กับ 3. แต่ที่จริงแล้วจะตอบคำตอบอื่นๆก็ได้
ดังนั้นจึงต้องให้คะแนนฟรีกับนักเรียนทุกคนที่เข้าสอบเพื่อความเป็นธรรมและเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องกับวงวิชาการ ขอให้นักเรียนที่เข้าสอบและยังไม่ได้คะแนนจากสามข้อดังกล่าวคอยตรวจสอบว่าได้คะแนนเพิ่มหรือยังถ้ายังให้ร้องเรียนมาที่
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
และมีรายละเอียดการเฉลยดังนี้
และมี PAT 3 ข้อ 46 ก็ผิดด้วย จะต้องให้คะแนนฟรีกับทุกคนอีกข้อ
ล่าสุดสทศ.ได้ให้คะแนนฟรีกับทุกคนทั้ง 4 ข้อแล้วขอให้ทุกคนรอดูว่าได้คะแนนเพิ่มหรือยัง
ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) ครั้งเดือน ต.ค. 53 ข้อ78. ที่ผิด
โจทย์คือ “ข้อ 78. เสียงระฆังที่หอนาฬิกาจะตีบอกเวลาทุกๆชั่วโมง เมื่อเวลา 4 โมงเย็น (ระฆังตี 16 ครั้ง) หากจับเวลาหลังจากได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งสิ้นเสียงระฆังครั้งสุดท้ายได้เวลา 30 วินาที อยากทราบว่าที่เวลาหนึ่งทุ่ม ระยะเวลาตั้งแต่ได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งสิ้นเสียงระฆังครั้งสุดท้าย คิดเป็นเวลากี่วินาที ” (ข้อสอบเป็นข้อสอบแบบเติมคำตอบไม่ใช่แบบตัวเลือกให้คะแนน 6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน)
ผู้ออกข้อสอบเฉลย “36 วินาที ” โดยผู้ออกข้อสอบตั้งสมมติฐานว่าเสียงระฆังนั้นไม่ดังกังวาลคือแต่ละครั้งจะดังสั้นมากจนถือว่าระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยินจนถึงสิ้นสุดเสียงเป็นศูนย์ ดังแผนภาพนี้
โดยเวล า 16.00 น.จะได้ยินเสียงระฆังดังนี้
ซึ่งถ้าระยะเวลาตั้งแต่สิ้นเสียงครั้งแรกจนเริ่มได้ยินเสียงครั้งต่อไปเท่ากับ x วินาที จะได้สมการสำหรับเวลา 16.00 น.ว่า 15 x = 30 ได้ x = 2 วินาที
และในเวลา 19.00 น.จะได้ยินเสียงระฆังดังนี้
“จะได้เวลาสำหรับการตีระฆังในเวลา 19.00น. คือ 18 x = 18(2) = 36 วินาท
ซึ่งการเฉลยดังกล่าวเป็นการเฉลยที่ผิดเพราะ
1. ลักษณะเสียงของระฆังที่ตีหนึ่งครั้งนั้นจะเป็นเสียงที่ดังกังวาลทอดยาวออกไปโดยจากการเริ่มได้ยินจนสิ้นสุดเสียงในแต่ละครั้งจะกินเวลาช่วงหนึ่ง ไม่สามารถกำหนดให้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยินจนสิ้นสุดการได้ยินเป็น 0 วินาทีหรือไม่กังวาลได้เพราะจะขัดกับความเป็นจริง ดังแผนภาพที่ถูกต้องต่อไปนี้
ยิ่งเมื่อโจทย์มีคำว่า “เริ่มได้ยินเสียงครั้งแรก ” กับ “สิ้นเสียงระฆัง ” นั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเริ่มต้นและการสิ้นสุดนั้นไม่ใช่จุดเดียวกัน และยิ่งเมื่อโจทย์ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าการตีระฆังนี้เป็นการตีแบบใด นักเรียนจึงสามารถตั้งสมมติฐานการตีได้หลายรูปแบบดังต่อไปนี้
1.1 การตีระฆังแต่ละครั้งเป็นการตีครั้งแรกแล้วรอจนระฆังเงียบไปช่วงเวลาหนึ่งแล้วจึงตีระฆังครั้งต่อไป ฉะนั้นโดยสมมติฐานนี้จะได้ยินเสียง ดังแผนภาพต่อไปนี้
ซึ่งถ้าให้ช่วงเวลาที่ดังกังวาลแต่ละครั้งใช้เวลาเท่ากับ x วินาทีและให้ช่วงเวลาที่เงียบ(ตั้งแต่เริ่มเงียบจนได้ยินเสียงครั้งต่อไป)ใช้เวลาเท่ากับ y วินาที ฉะนั้นในเวลา 16.00 น. จะได้แผนภาพเสียงระฆังดังต่อไปนี้
และจะได้สมการว่า 16x+15y = 30
และในเวลา 19.00 น.จะได้ยินเสียงระฆังดังแผนภาพดังต่อไปนี้
ซึ่งจะใช้เวลาเท่ากับ 19 x + 18y ดังนั้นเมื่อได้สมการว่า 16x+15y = 30 แล้วถามว่า 19 x + 18y = ? นั้นจะไม่สามารถหาคำตอบได้เฉพาะเจาะจง เพราะเป็นหนึ่งสมการแต่มีสองตัวแปรคำตอบจะผันแปรไปขึ้นอยู่กับค่า x หรือ y ที่จะกำหนดขึ้นดังตัวอย่างต่อไปนี้
สมมติ x
0.70
0.80
0.90
1.00
1.10
1.20
1.30
1.40
1.50
1.60
1.70
จะได้ y
1.25
1.15
1.04
0.93
0.83
0.72
0.61
0.51
0.40
0.29
0.19
จะได้คำตอบ( 19x+18y)
35.86
35.84
35.82
35.80
35.78
35.76
35.74
35.72
35.70
35.68
35.66
จะเห็นได้ว่าจากการสมติดังกล่าวจะทำให้ได้คำตอบที่หลากหลายตั้งแต่ 35.86 วินาทีถึง 35.66 ซึ่งผู้เข้าสอบจะตอบค่าไหนก็ได้ และเมื่อข้อสอบเป็นแบบเติมคำตอบโดยให้ตอบเป็นทศนิยมได้ 2 ตำแหน่งทำให้ตอบคำตอบใดก็ได้
1.2 การตีระฆังแต่ละครั้งจะไม่รอจนเสียงระฆังครั้งก่อนหน้าเงียบไปก่อน แต่จะตีระฆังครั้งต่อไปขณะที่เสียงระฆังครั้งก่อนหน้ายังดังกังวาลอยู่แต่จะเป็นช่วงเสียงที่ดังเบาลงเท่านั้น ดังแผนภาพดังต่อไปนี้
ฉะนั้นในเวลา 16.00 น.จะได้ยินเสียงระฆัง ดังแผนภาพดังต่อไปนี้
ซึ่งจะได้สมการคือ 15x + y = 30
และเวลา 19.00 น.จะได้ยินเสียงดังแผนภาพดังต่อไปนี้
ซึ่งจะใช้เวลาเท่ากับ 18 x + y ซึ่งจะไม่สามารถหาค่าได้เฉพาะเจาะจง เพราะเป็นหนึ่งสมการแต่มีสองตัวแปรคำตอบจะผันแปรไปขึ้นอยู่กับค่า x หรือ y ที่จะกำหนดขึ้นดังตัวอย่างต่อไปนี้
สมมติ x
1.78
1.80
1.82
1.84
1.86
1.88
1.90
1.92
1.94
1.96
1.98
จะได้ y
3.30
3.00
2.70
2.40
2.10
1.80
1.50
1.20
0.90
0.60
0.30
จะได้คำตอบ( 18x+y)
35.34
35.40
35.46
35.52
35.58
35.64
35.70
35.76
35.82
35.88
35.94
จะเห็นได้ว่าจากการสมมติดังกล่าวจะทำให้ได้คำตอบที่หลากหลายตั้งแต่ 35.34 วินาทีถึง 35.94 ซึ่งผู้เข้าสอบจะตอบค่าไหนก็ได้ และเมื่อข้อสอบเป็นแบบเติมคำตอบโดยให้ตอบเป็นทศนิยมได้ 2 ตำแหน่งทำให้ตอบคำตอบใดก็ได้
1.3 การตีระฆังแต่ละครั้งจะตีครั้งต่อไปเมื่อเสียงระฆังครั้งก่อนหน้าสิ้นสุดเสียงพอดี ดังแผนภาพต่อไปนี้
ซึ่งในเวลา 16.00น.จะได้แผนภาพการตีระฆังดังนี้
ซึ่งจะได้สมการ 16x = 30 ซึ่งจะได้ x = 30/16
และในเวลา 19.00น.จะได้แผนภาพการตีระฆังดังนี้
ซึ่งจะใช้เวลาเท่ากับ 19 x วินาที ซึ่งจะเท่ากับ 19(30/16) วินาที ซึ่งจะได้คำตอบเท่ากับ 35.63 วินาที ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้องค่าหนึ่งและมีนักเรียนจำนวน 4169 คนที่ตอบคำตอบนี้
ถ้าผู้ออกข้อสอบต้องการที่จะให้ตอบ 36 อย่างไม่ต้องมีข้อโต้แย้งจะต้องออกข้อสอบดังนี้ “เสียงระฆังที่หอนาฬิกาจะตีบอกเวลาทุกๆชั่วโมง เมื่อเวลา 4 โมงเย็น (ระฆังตี 16 ครั้ง) หากจับเวลาหลังจากเริ่ม ได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งเริ่ม ได้ยินเสียงระฆังครั้งสุดท้ายได้เวลา 30 วินาที อยากทราบว่าที่เวลาหนึ่งทุ่ม ระยะเวลาตั้งแต่เริ่ม ได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกจนกระทั่งเริ่ม ได้ยินเสียงระฆังครั้งสุดท้าย คิดเป็นเวลากี่วินาที ”
แต่โจทย์กลับถามว่า “เสียงระฆังที่หอนาฬิกาจะตีบอกเวลาทุกๆชั่วโมง เมื่อเวลา 4 โมงเย็น (ระฆังตี 16 ครั้ง) หากจับเวลาหลังจากได้ยินเสียงระฆังครั้งแรก จนกระทั่งสิ้นเสียงระฆังครั้งสุดท้าย ได้เวลา 30 วินาที อยากทราบว่าที่เวลาหนึ่งทุ่ม ระยะเวลาตั้งแต่ได้ยินเสียงระฆังครั้งแรก จนกระทั่งสิ้นเสียงระฆังครั้งสุดท้าย คิดเป็นเวลากี่วินาที ” ซึ่งเมื่อโจทย์ใช้คำเช่นนี้ก็ทำให้ตีความหมายได้หลายแบบอย่างที่ยกตัวอย่างมานี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวกระผมจึงมีความเห็นว่าเมื่อโจทย์มีความไม่ชัดเจนจนสามารถตีความได้หลายแบบ และในบางรูปแบบที่ถูกต้องตามหลักแห่งความเป็นจริงนั้นก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ คำเฉลยของผู้ออกข้อสอบนั้นเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติและจะไม่มีนักเรียนที่เก่งและรอบคอบคนใดสามารถที่จะคิดได้ จึงเป็นการลงโทษนักเรียนที่เก่งแต่ให้รางวัลนักเรียนที่คิดไม่รอบคอบ ประกอบกับการสอบดังกล่าวเป็นการสอบระดับชาติที่มีผลต่ออนาคตของนักเรียนจำนวนมากทำให้ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดใดๆได้ ฉะนั้นจึงต้องให้คะแนนฟรีกับนักเรียนทุกคนไม่ว่าจะระบายคำตอบใดๆหรือไม่ระบายคำตอบ เพราะเมื่อโจทย์ไม่ชัดเจนทุกคนควรได้คะแนนฟรีทั้งหมด เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่นักเรียนทุกคนและสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับวงวิชาการของชาติต่อไป
ข้อสอบความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) ข้อ 79. ที่ผิด
ข้อ 79. มีโซ่อยู่ 10 เส้น แต่ละเส้นมีจำนวน 3 ห่วงดังรูป ถ้าช่างเชื่อมต้องการต่อโซ่ 10 เส้นนี้เป็นเส้นเดียวยาวๆ ถามว่าช่างเชื่อมต้องตัดห่วงกี่อัน(ข้อสอบเป็นแบบเติมคำตอบมีคะแนน 6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน)
ผู้ออกข้อสอบเฉลยว่าต้องตัดห่วงทั้งสิ้น 9 ห่วง โดยมีวิธีคิดดังนี้
แต่ถ้าโจทย์ถามว่า “จะต้องตัดห่วงน้อยที่สุดกี่ห่วง ” แล้ววิธีคิดที่ถูกต้องคือ
1. นำโซ่มาหนึ่งเส้น แล้วตัดทั้ง 3 ห่วง
2. นำโซ่อีก 4 เส้นมาต่อเข้าด้วยกันด้วยห่วงทั้งสามห่วงที่ตัดไว้นี้ ซึ่งจะได้แผนภาพดังนี้
จากขั้นตอนที่ 2. จะเห็นว่าต้อง ตัดห่วง 3 ห่วง เพื่อจะต่อโซ่ได้ 5 เส้น (4 เส้นที่ไม่ได้ตัดบวกกับ 3 ห่วงที่ตัดไว้) แล้วทำตามขั้นตอน 1. ถึง 2. อีกครั้งหนึ่ง
จะได้โซ่ ยาวจากการต่อ 5 เส้น อีกหนึ่งชุดดังนี้
ซึ่งเท่ากับว่า ตัดไปแล้วทั้งสิ้น 6 ห่วง ดยจะได้โซ่ 2 เส้นยาวเส้นละ 15 ห่วง แล้วจึงทำการ ตัดอีก 1 ห่วงที่ปลายด้านหนึ่งของเส้นใดก็ได้ แล้วนำสองเส้นมาต่อกันด้วยห่วงที่ตัดไว้นี้ ก็จะได้โซ่ยาวๆ 1 เส้น ตามที่โจทย์กำหนดดังนี้
ด้วยการตัดโซ่น้อยที่สุด 7 ห่วง
แต่เมื่อโจทย์ใช้คำถามว่า “จะต้องตัดห่วงกี่อัน ” โดยไม่ได้ใช้คำว่า “น้อยที่สุด ” นั้น แปลว่าจะตอบอะไรก็ได้ จาก 7 ถึง 30 ห่วง
ซึ่งจะเห็นได้ว่านักเรียนที่มีความรู้แบบพื้นๆจะตอบ 9 แต่ถ้าเป็นนักเรียนที่ฉลาดมากๆจะตอบ 7 แต่เมื่อผู้เฉลยเฉลย 9 ทำให้นักเรียนที่ฉลาดมากๆไม่ได้คะแนนซึ่งไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งและไม่เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในวงวิชาการ ฉะนั้นผมจึงเสนอให้ให้คะแนนฟรีในข้อนี้เพราะโจทย์ไม่ชัดเจนไม่มีคำว่า “ น้อยที่สุด ” สามารถตอบได้ตั้งแต่ 7 ถึง 30 และเมื่อเป็นคำถามแบบเติมคำตอบไม่ใช่แบบมีตัวเลือกก็ยิ่งต้องให้คะแนนกับทุกคนที่ตอบตั้งแต่ 7 ถึง 30 เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน
ข้อสอบ PAT2 ครั้งวันที่ 10 ตค. 53 ที่ผิด
ข้อ 57. แรงขนาดหนึ่งเมื่อกระทำต่อวัตถุซึ่งมีมวล m 1 ทำให้วัตถุมีความเร่ง 8.0 เมตร/วินาที 2 เมื่อแรงขนาดเดียวกันนี้กระทำต่อวัตถุมวล m 2 ทำให้ m 2 เคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่งได้ 48 เมตร ในเวลา 2 วินาที อัตราส่วนระหว่าง m 2 ต่อ m 1 คือ
1. 1 :1 2. 1:2 3. 1:3 4. 1:4
ซึ่งวิธีทำคือ ที่มวล m 1 จะได้รูปแรงดังนี้
และจากรูปจะได้สมการ N1 = m1 g และ F – f1 = m 1 a = m1 (8) = 8m 1
เมื่อแทนค่า f1 = µ N1 = µm1 g จะได้ F - µm1 g = 8m 1
ซึ่งจะได้
และที่มวล m 2 จะได้รูปแรงดังนี้
จากรูปจะได้สมการ N2 = m2 g และ F – f2 = m 2 a
และจากที่โจทย์กำหนดให้ m 2 เคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่งได้ 48 เมตร ในเวลา 2 วินาทีจะสมารถหาความเร่งของ m 2 ได้จาก s = ut + ½ at 2 เมื่อแทนค่าจะได้ 48 = 0(2) + ½ a(2) 2 ซึ่งจะได้ a = 24 เมตร/วินาที 2
แทนค่าจะได้ F – f2 = m 2 a = m2 (24) = 24m 2 เมื่อแทนค่า f2 = µN2 = µm2 g จะได้ F - µm2 g = 24m 2
ซึ่งจะได้
เมื่อโจทย์ต้องการหา m2 : m 1 จะได้
ซึ่งจะไม่หาค่าได้เพราะไม่ทราบค่า µ ซึ่งการที่ผู้ออกข้อสอบเฉลยว่าคำตอบคือ 1 : 3 นั้นได้มาจากการที่แทนค่า µ ด้วย 0 ซึ่งในโจทย์ไม่ได้มีคำกล่าวใดที่จะสามารถตีความได้ว่า µ = 0 ได้เลย และเมื่อลองแทนค่า µ ด้วย 0.8 ก็จะได้คำตอบเป็น 1 : 2 ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ 2.ด้วย และเมื่อเปลี่ยนค่า µ ไปจะมีคำตอบต่างๆดังนี้
อาจจะเป็นไปได้ว่ามีนักเรียนบางคนคิดว่าวัตถุทั้งสองก้อนนั้นไม่ได้วางอยู่บนพื้น แต่กำลังลอยขึ้นในแนวดิ่งซึ่งได้รูปแรงที่มวล m1 ดังนี้
ซึ่งจะได้สมการคือ F – m1 g = m1 a ซึ่งจะได้ F = m1 g + m 1 a และเมื่อแทนค่า a และ g จะได้ F = 18m1
จะได้
เมื่อพิจารณาที่มวล m 2 จะได้รูปแรงดังนี้
ซึ่งจะได้สมการคือ F – m2 g = m2 a ซึ่งจะได้ F = m2 g + m2 a และเมื่อแทนค่า a และ g จะได้ F = 34m 2
จะได้
เมื่อโจทย์ต้องการหา m2 : m 1 จะได้ ซึ่งจะเป็นคำตอบหนึ่งที่เป็นไปได้เพราะโจทย์ไม่ได้ระบุทิศทางการเคลื่อนที่ และจะทำให้คิดได้อีกหลากหลายรูปแบบ
อีกประเด็นหนึ่งคือโจทย์ไม่ได้ระบุว่า m 2 มีความเร่งคงที่ ฉะนั้นเป็นไปได้ว่า m2 มีความเร่งไม่คงที่ยิ่งทำให้การคำนวณซับซ้อนมากขึ้นจนไม่สามารถคำนวณได้
เมื่อโจทย์ไม่ชัดเจนจะทำให้คนที่มีความรู้ลึกซึ้งและรอบคอบสามารถหาตำตอบได้หลากหลาย มีแต่เพียงคนที่ไม่รอบคอบเท่านั้นที่แทนค่า µ = 0 ทั้งๆที่โจทย์ไม่ได้ระบุไว้ ดังนั้นจึงควรให้คะแนนฟรีกับผู้เข้าสอบทุกคนเพื่อความเป็นธรรมและเพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ