|
บทความต่อไปนี้เป็นบทหนึ่งของบทความชุด ”การศึกษาอุบาทว์ ชาติวิบัติ” ที่ผมได้รวบรวมประสบการณ์และแนวคิดทั้งหมดที่ได้จากการทำงานด้านการศึกษามานานพอสมควร โดยทั้งหมดนี้เขียนขึ้นเพื่อว่าอาจจะเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาการศึกษาของชาติได้ แต่ถ้ามีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ทำให้ท่านไม่พอใจหรือขุ่นเคืองแล้วผมก็ขออภัยไว้ล่วงหน้าก่อน และขอยืนยันว่าทั้งหมดนี้เขียนลงไปด้วยจิตที่หวังดีจริงๆ เผื่อว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการศึกษาของชาติให้หลุดพ้นจากความเสื่อมถอย ไปสู่ความก้าวล้ำ และเป็นเครื่องมือที่จะพาชาติของเราไปสู่ความรุ่งโรจน์อย่างที่ควรจะเป็นและควรจะเป็นมานานแล้ว ได้โปรดติดตามและเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบด้วย เทพเจ้าในห้องเรียน
ตั้งเริ่มเข้าเรียนจนผมจบปริญญาตรีนั้น ผมจำได้ว่าในห้องเรียนที่ผมเรียนอยู่ไม่ว่าจะมีเพื่อนเรียนอยู่ยี่สิบกว่าคน หรือสี่สิบกว่าคน หรือสองร้อยกว่าคนก็ตาม ทั้งหมดนั้นจะมีครูอยู่คนเดียวกับนักเรียนทั้งหมดเท่านั้น ผมไม่เคยเห็นบุคคลที่สามไม่ว่าจะเป็นครูคนอื่น หรือผู้ช่วยวิชาการ หรือผู้อำนวยการ หรือคณะบดี หรืออธิการบดี อยู่ในห้องเรียนของผมเลย และเมื่อผมได้ไปศึกษาตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศไทย ก็พบว่าทุกที่ก็มีแต่ครูหนึ่งคนกับนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งโดยไม่มีบุคคลที่สามเช่นเดียวกัน ครับ เมื่อห้องเรียนทั้งประเทศไทยมีแต่ครูหนึ่งคนกับนักเรียน ก็จะทำให้มีครูบางคนจะกระทำอะไรก็ได้ มาสายก็ได้ เลิกเกินเวลาก็ได้ ไม่ได้เตรียมตัวมาสอนก็ได้ จะมาระบายอารมณ์ที่ติดค้างมาจากที่อื่นใส่เด็กๆก็ทำได้ สั่งให้เด็กทำงานที่ไร้สาระเช่นลอกหนังสือมาส่งเป็นเล่มๆก็ได้ สั่งการบ้านแบบบ้าระห่ำจนเด็กไม่ต้องหลับต้องนอนก็ได้ สอนไม่มีประสิทธิภาพก็ทำได้ จะสอนพาเด็กหลงทางเข้ารกเข้าป่าก็ทำได้ จะพิศวาสใครแล้วให้คะแนนเป็นพิเศษหรือจะกดคะแนนใครด้วยความชังก็ทำได้ และเมื่อทำได้ขนาดนี้ก็ต้องยกให้ครูเป็นเทพเจ้าในห้องเรียนที่จะกำหนดทุกอย่างในห้องได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ถ้าจะมีคนถามว่าเมื่อครูซึ่งมีอยู่คนเดียวประพฤติไม่งามแล้วทำไมนักเรียนทั้งห้องไม่คัดค้าน คำตอบคือไม่มีทางเพราะเด็กของเราไม่ได้ถูกสอนให้ลุกขึ้นต่อสู้ต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือทำไมไม่ไปฟ้องผู้ปกครองคำตอบคือไปฟ้องครับ แต่ผู้ปกครองเกือบทั้งหมดก็ได้แต่หดหัวอยู่ในกระดองแล้วบอกลูกว่า ทนๆเอาเถอะลูกอย่าไปทะเลาะกับครูเขาเลยเดี๋ยวเขาแกล้งเอา และสิ่งนี้จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้การศึกษาของชาติวิบัติลง เพราะไม่มีใครไปควบคุมความประพฤติของครู และสิ่งที่น่ามหัศจรรย์มากจนอาจจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับต้นๆของโลกได้ก็คือ ในเมื่อผู้ช่วยฝ่ายวิชาการ หรือฝ่ายปกครอง หรือผู้อำนวยการโรงเรียน หรือคณะบดี ไม่เคยเห็นการสอนของครูแล้วที่ผ่านมาเขาประเมินครู ประเมินอาจารย์กันอย่างไร ใช้อะไรเป็นตัวตัดสิน ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้และเพื่อการนำไปสู่การปรับปรุงการเรียนการสอนขนานใหญ่ถึงขั้นพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้เลย คือ ให้มีบุคคลที่สามอยู่ในห้องเรียนตลอดเวลา โดยบุคคลที่สามนี้อาจจะเป็น ผู้ปกครองนักเรียนที่สลับกันมานั่งดูการเรียนของลูกซึ่งผลพลอยได้ก็คือผู้ปกครองกับลูกจะได้เข้าใจกันมากขึ้น หรืออาจจะเป็นบุคคลที่สนใจ หรืออาจจะเป็นครูท่านอื่น แต่ที่แน่ๆหน้าที่นี้จะต้องเป็นของผู้ช่วยฝ่ายวิชาการ ผู้ช่วยฝ่ายปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือคณะบดี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ฉะนั้นเมื่อไรที่หลังห้องเรียนมีเก้าอี้ว่างวางไว้สองตัวแยกต่างหาก และมีคนที่สามมานั่งทุกคาบเรียนแล้วเราจะได้เห็นการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงอย่างแน่นอน |