|
นี่คือบทความชุด "การศึกษาอุบาทว์ ชาติวิบัติ" เรื่อง  ห้องเรียนหรือกรงขังลิง พ่อแม่ทุกคนเวลาเห็นลูกๆออกจากบ้านไปโรงเรียนก็จะรู้สึกดีใจและมีความหวัง ว่าสิ่งที่ลูกๆจะได้รับกลับมาจากโรงเรียนคือ ความรู้ หรือความคิด หรือคุณธรรม หรือทักษะอะไรสักอย่าง เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานนำไปสู่ความรุ่งเรืองของพวกเขาในอนาคต และนั่นคือสุดยอดปารถนาของพ่อแม่ทุกคนจนเป็นเหตุให้ต้องทุ่มเททั้งเงินทองและเวลาไปกับการศึกษาของลูกเป็นอย่างมาก
จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่จะรู้ว่าเมื่อลูกๆของตนเองอยู่ที่โรงเรียนนั้นพวกเขาทำอะไรกันบ้าง พวกเขาได้ตั้งอกตั้งใจที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งที่พ่อแม่มุ่งหวังกลับมาหรือไม่ พวกเขาได้ทุ่มเทกับการเรียนทัดเทียมกับที่พ่อแม่ทุ่มเทให้กับพวกเขาหรือไม่ คำตอบสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศนี้คือ......ไม่......ผมยืนยันว่าไม่ครับ เพราะแทนที่บรรยากาศในห้องเรียนจะเต็มไปด้วยความเงียบ มีแต่เสียงของครูที่คอยอธิบายและพร่ำสอน หรือมีเสียงของนักเรียนซักถามสอดแทรกขึ้นมาเป็นครั้งคราวเมื่อสงสัยสิ่งใด แต่กลับเป็นว่าห้องเรียนส่วนใหญ่ของประเทศกลับเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวาย เอะอะมะเทิ่ง และดังลั่นห้องไปด้วยเสียงคุยกันของนักเรียนเกือบทั้งห้อง จนแทบไม่ได้ยินเสียงของครูที่ยืนตะโกนจนเสียงแหบแห้งอยู่หน้าห้องเรียน พอทนไม่ไหว ครูก็จะหยุดสอนแล้วหันมาดุนักเรียนให้หยุดคุยกัน พอครูหันเข้าหากระดานเสียงเหล่านั้นก็กลับมาอีก ครูก็หันมาดุอีก พอหันกลับไปก็ดังขึ้นมาอีก วนเวียนเป็นอย่างนี้จนบางครั้งครูต้องใช้เวลาดุนักเรียนมากกว่าเวลาที่ใช้สอนวิชาการเสียอีก หลายคนคงคิดว่าเรื่องเหล่านี้คงเกิดขึ้นที่โรงเรียนปลายแถวที่เต็มไปด้วยเด็กไม่เอาถ่านเท่านั้น ไม่จริงหรอกครับเหตุการณ์เช่นนี้มันเกิดกับทุกโรงเรียนแม้แต่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็มีบ่อยครั้งมาก จนบางครั้งครูไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเดินออกจากห้องไปเลยก็มี เด็กก็เฮลั่นเพราะจะได้ไม่ต้องเรียนสมใจอยาก ครับเมื่อครูก็สอนไปเด็กก็คุยไป ก็เป็นที่มั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่ครูต้องการจะสอน ไม่ว่าจะเป็นวิชาการ หรือคุณธรรม หรือทักษะต่างๆนั้นเด็กจะไม่ได้รับไปเลย แล้วมันก็เท่ากับว่าที่พ่อแม่ส่งลูกๆไปโรงเรียนทุกๆวันนั้นมันเป็นเรื่องที่ทุกคนหลอกตัวเอง พ่อแม่ก็หลอกตัวเอง ครูก็หลอกตัวเอง นักเรียนก็หลอกตัวเอง ผลก็คือคุณภาพของการศึกษาที่วิบัติอยู่ในขณะนี้นั่นเอง แต่ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ นักเรียนในแต่ละห้องนั้นไม่ได้คุยกันทุกชั่วโมง คือบางวิชาก็คุย บางวิชาซึ่งเป็นส่วนน้อยก็ไม่คุย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการที่จะคุยหรือไม่คุยกันนั้นมันต้องแล้วแต่ครูผู้สอนด้วย ถ้าครูคนใดยอมเด็กก็จะคุยกันไม่หยุด แต่ถ้าครูคนใดไม่ยอมเด็กก็จะไม่คุยกัน ดังนั้นผมจึงเสนอให้โรงเรียนทุกโรงเรียนและครูผู้สอนทุกคนช่วยกันสร้างวัฒนธรรมในห้องเรียนใหม่ โดยจะต้องไม่ยอมให้เด็กคุยกัน ถ้าเด็กคุยครูต้องหยุดสอนแล้วใช้มาตรการจริงจังทันที และเมื่อครูทุกคนปฏิบัติในแนวเดียวกันมันก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมของเด็ก ของห้องเรียน ของโรงเรียน และของประเทศไปในที่สุด แล้วการศึกษาไทยเราก็จะดีขึ้นกว่านี้อีกเยอะทีเดียว ช่วยเผยแพร่ให้ด้วยครับ |