Home Hot Line : 0-850-911-999 E-mail : buildingthailand@hotmail.com

ค้นหาในเว็บ...

Home
รวมข่าวทั้งหมดที่แปล
WebBoard
ลงชื่อฟ้องศาลปกครอง
ดาวน์โหลด E-leaning ฟรี!
ระบบแอดมิชชั่นส์
Contact Us
Links

จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด

เมื่ออธิการบดีตกคณิตศาสตร์ พิมพ์ ส่งเมล

บทความนี้เป็นบทหนึ่งของบทความชุด "การศึกษาอุบาทว์ ชาติวิบัติ"

                       

                 เมื่ออธิการบดีตกคณิตศาสตร์

 

         เมื่อระบบแอดมิชชั่นส์และการรับตรงต่างก็นำเกรดเฉลี่ยของนักเรียนไปใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าไปเรียนในคณะต่างๆ แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่าเกรดเฉลี่ยของนักเรียนนั้นมีค่าตั้งแต่ ๐ ถึง ๔ เท่านั้น เมื่อจะนำไปใช้เป็นองค์ประกอบทั้งในระบบแอดมิชชั่นส์หรือรับตรงก็ตามเกรด ๐ ถึง ๔ นี้จะต้องถูกเปลี่ยนไปเป็นคะแนน ๐ ถึง ๑,๐๐๐ คะแนน หรือ ๐ ถึง ๒,๐๐๐ คะแนน แล้วแต่ว่าเขาจะให้เกรดมีคะแนนเต็มเท่าไร

ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สมาชิกประกอบไปด้วยอธิการบดีของมหาวิทยาลัยดังๆ ๒๓ แห่ง) หรือมีชื่อย่อว่า ทปอ. ได้ใช้วิธีบัญญัติไตรยางศ์ โดยถ้าคะแนนเต็มของเกรดคือ ๑,๐๐๐ คะแนน ก็จะให้เกรด ๐ เท่ากับ ๐ คะแนน ให้เกรด ๑ เท่ากับ ๒๕๐ คะแนน ให้เกรด ๒ เท่ากับ ๕๐๐ คะแนน ให้เกรด ๓ เท่ากับ ๗๕๐ คะแนน และให้เกรด ๔ เท่ากับ ๑,๐๐๐ คะแนน

                      

                             โดยสูตรที่ใช้ในการคิดคำนวณการแปลงเกรดเป็นคะแนนคือ

                             คะแนน =  เกรดที่นักเรียนได้ X ๑๐๐๐ / ๔

 

          ถ้าฟังดูอย่างผิวเผินก็น่าจะยุติธรรมดีที่แต่ละเกรดถือเป็นร้อยละ ๒๕ แต่ถ้าท่านย้อนกลับไปพิจารณาการได้มาของเกรดของนักเรียนทุกคนแล้ว ท่านจะรู้ว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ยุติธรรมและไร้หลักการทางด้านคณิตศาสตร์อย่างสิ้นเชิง และเป็นวิธีที่ผิดแบบที่คิดไม่ถึงว่าผู้ที่กำหนดวิธีดังกล่าวจะเป็นผู้ที่ทรงความรู้ทั้งสิ้น

 

          ที่ว่าผิดเมื่อเปรียบเทียบกับการได้มาของเกรดคือ การที่เด็กนักเรียนคนใดจะได้มาซึ่งเกรด ๑ จากโรงเรียนนั้นจะต้องทำคะแนนได้ร้อยละ ๕๐ ถึง ๕๔.๕ แต่พอมาแปลงเป็นคะแนนในระบบแอดมิชชั่นส์และรับตรง เขาจะได้คะแนนแค่ร้อยละ ๒๕ เท่านั้น(ถ้าคะแนนเต็ม ๑,๐๐๐ เขาจะได้ ๒๕๐ คะแนน) เท่ากับเขาจะถูกลดคะแนนลงไปสูงสุดร้อยละ ๒๙.๕ หรือคิดเป็นคะแนน ๒๙๕ คะแนนถ้าคะแนนเต็มของเกรดคือ ๑,๐๐๐ คะแนน

                                                                                                

          และการที่เด็กนักเรียนคนใดจะได้มาซึ่งเกรด ๒ จากโรงเรียนนั้นจะต้องทำคะแนนได้ร้อยละ ๖๐ ถึง ๖๔.๕ แต่พอมาแปลงเป็นคะแนนในระบบแอดมิชชั่นส์และรับตรง เขาจะได้คะแนนแค่ร้อยละ ๕๐ เท่านั้น(ถ้าคะแนนเต็ม ๑,๐๐๐ เขาจะได้ ๕๐๐ คะแนน) เท่ากับเขาจะถูกลดคะแนนลงไปสูงสุดร้อยละ ๑๔.๕ หรือคิดเป็นคะแนน ๑๔๕ คะแนนถ้าคะแนนเต็มของเกรดคือ ๑,๐๐๐ คะแนน

 

      แต่การที่เด็กนักเรียนคนใดจะได้มาซึ่งเกรด ๓ จากโรงเรียนนั้นจะต้องทำคะแนนได้ร้อยละ ๗๐ ถึง ๗๔.๕ แต่พอมาแปลงเป็นคะแนนในระบบแอดมิชชั่นส์และรับตรง เขาจะได้คะแนนมากถึงร้อยละ ๗๕  (ถ้าคะแนนเต็ม ๑,๐๐๐ เขาจะได้ ๗๕๐ คะแนน)เท่ากับเขาจะได้รับคะแนนเพิ่มไปสูงสุดร้อยละ ๔.๕ หรือคิดเป็นคะแนน ๔๕ คะแนนถ้าคะแนนเต็มของเกรดคือ ๑,๐๐๐ คะแนน

 

       แต่การที่เด็กนักเรียนคนใดจะได้มาซึ่งเกรด ๔ จากโรงเรียนนั้นจะต้องทำคะแนนได้ร้อยละ ๘๐ ถึง ๑๐๐ แต่พอมาแปลงเป็นคะแนนในระบบแอดมิชชั่นส์และรับตรง เขาจะได้คะแนนมากถึงร้อยละ ๑๐๐ เต็ม(ถ้าคะแนนเต็ม ๑,๐๐๐ เขาจะได้ ๑,๐๐๐ คะแนน)  เท่ากับว่าเขาจะได้รับคะแนนเพิ่มไปสูงสุดถึงร้อยละ ๒๐ หรือคิดเป็นคะแนน ๒๐๐ คะแนนถ้าคะแนนเต็มของเกรดคือ ๑,๐๐๐ คะแนน

 

       จะเห็นได้ว่าด้วยวิธีคิดที่ผิดพลาดและตื้นเขินเช่นนี้จะทำให้นักเรียนที่ได้เกรด ๑ มีคะแนนลดลง ร้อยละ ๒๙.๕ หรือ ๒๙๕ คะแนนถ้าคะแนนเต็มของเกรดคือ ๑,๐๐๐ คะแนน แต่คนที่ได้เกรด ๔ จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นแบบลาภที่มิควรได้ร้อยละ ๒๐ หรือ ๒๐๐ คะแนนถ้าคะแนนเต็มของเกรดคือ ๑,๐๐๐ คะแนน และเมื่อไปลดคนหนึ่งลงไป ๒๙๕ คะแนนและไปเพิ่มให้กับอีกคนหนึ่ง ๒๐๐ คะแนน เท่ากับว่าคนสองคนนี้มีคะแนนที่ห่างกันเนื่องจากการคำนวณที่ผิดพลาดมากถึง ๔๙๕ คะแนน และ ๔๙๕ คะแนนนี้ถือว่าเป็นคะแนนที่มหาศาลมากในระบบแอดมิชชั่นส์และการรับตรง เพราะในระบบแอดมิชชั่นส์และการรับตรงนั้นเขาให้คะแนนเป็นตัวตัดสินว่านักเรียนคนใดจะได้เข้าเรียน โดยคนที่ได้คะแนนมากกว่าไม่ว่าจะมากกว่ากี่คะแนนก็ตามจะได้เข้าเรียน ดังนั้นคะแนนที่ต่างกันเพียงคะแนนเดียวก็สามารถกำหนดได้ว่านักเรียนคนใดจะได้รับการคัดเลือกและนักเรียนคนใดจะไม่ได้รับการคัดเลือก หรือคะแนนที่ต่างกันเพียงคะแนนเดียวก็สามารถตัดสินได้ว่านักเรียนคนใดจะมีที่เรียนดีๆมีฝันอันสวยหรูและนักเรียนคนใดจะเขว้งขว้างไร้อนาคต เห็นไหมครับว่าเพียงแค่คะแนนเดียวยังมีผลกับชีวิตคนมากมายขนาดนั้น ฉะนั้นคะแนนที่คิดผิดไปมากมายถึง ๔๙๕ คะแนนนั้นก็ยิ่งเป็นการตอกตะปูปิดฝาโรงคนที่ถูกละเมิดไม่ให้ต้องลุกขึ้นมาแข่งขันกับใครได้เลย

 

       คงมีคนสงสัยว่าแล้วทำไมทปอ.คิดใช้ระบบการคำนวณที่ผิดพลาดแบบนี้ ผมก็สงสัยและได้สอบถามไป ตอนแรกทปอ.ปฏิเสธว่าทปอ.ไม่ได้เป็นผู้กำหนดวิธีการดังกล่าวแต่สกอ.(สำนักงานการอุดมศึกษา)เป็นผู้กำหนด พอผมถามไปที่สกอ.เขาก็ตอบว่าเขาไม่เกี่ยวด้วยทปอ.เป็นผู้กำหนดเอง น่าสนใจดีไหมครับประเทศไทยของเราแค่หาตัวผู้รับผิดชอบเรื่องง่ายๆอย่างนี้ยังโบ้ยกันไปโบ้ยกันมา สุดท้ายทั้ง สกอ.และทปอ.ก็ออกมายอมรับร่วมกันว่าเป็นผู้ร่วมกันออกวิธีคำนวณดังกล่าว โดยให้เหตุผลในการคำนวณด้วยวิธีดังกล่าวว่า “มันสะดวกดี”

 

          และถ้าถามว่าที่ถูกต้องคำนวณอย่างไร วิธีที่ถูกต้องที่สุดโดยที่จะไม่มีผู้ใดได้เปรียบและเสียเปรียบเลยก็คือการที่ทปอ.หรือมหาวิทยาลัยที่จะรับตรงให้โรงเรียนต่างๆส่งผลการเรียนของนักเรียนมาเป็นร้อยละที่นักเรียนทำคะแนนได้ โดยไม่ต้องแปลงมาเป็นเกรด ด้วยวิธีนี้ทปอ.หรือมหาวิทยาลัยที่จะรับตรงก็สามารถนำร้อยละนี้ไปคูณกับคะแนนเต็มในสัดส่วนของเกรดที่กำหนดไว้ โดยที่จะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบเลย แต่.....เขาไม่ทำครับ.....ประเทศไทยครับเขาไม่ทำครับ....ประเทศไทยครับท่านอธิการบดีทั้งหลายไม่ยอมแก้ไขสิ่งที่ผิดให้เป็นสิ่งที่ถูกครับ....นักเรียนหลายหมื่นคนต่อปีที่ถูกขโมยคะแนนไปครับเขาไม่ยอมแก้ครับ....ผมเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว  ร้องเรียนก็แล้ว ร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็แล้ว   ร้องเรียนกรรมาธิการวุฒิสภาก็แล้ว....ไม่มีอะไรได้ผลเลย  เหลือแต่บนศาลเจ้าแม่เท่านั้นที่ยังไม่ได้ทำ

 

         สงสารประเทศไทย   

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ทันข่าว 24 ชั่วโมง