Home arrow Contact Us Hot Line : 0-850-911-999 E-mail : buildingthailand@hotmail.com

ค้นหาในเว็บ...

Home
รวมข่าวทั้งหมดที่แปล
WebBoard
ลงชื่อฟ้องศาลปกครอง
ดาวน์โหลด E-leaning ฟรี!
ระบบแอดมิชชั่นส์
Contact Us
Links

จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด

รับตรง...มหาวิบัติจากน้ำมือผู้ทรงภูมิปัญญา พิมพ์ ส่งเมล

นี่คือบทความชุด การศึกษาอุบาทว์ ชาติวิบัติ

                 รับตรง...มหาวิบัติจากน้ำมือผู้ทรงภูมิปัญญา

                                                                

 

        ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ประเทศไทยได้เปลี่ยนรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จากระบบเอ็นทรานซ์ที่ได้รับการยอมรับว่าบริสุทธิ์และโปร่งใสที่สุดระบบหนึ่งในประเทศไทย ไปเป็นระบบแอดมิชชั่นส์ ด้วยการกล่าวอ้างว่าระบบเอ็นทรานซ์ทำให้เด็กเครียดและแห่ไปกวดวิชากันมาก

ผู้ที่ทำการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประกอบไปด้วยอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งหมดของประเทศไทย ๒๓ แห่ง

 

        ระบบแอดมิชชั่นส์นั้นต่างจากระบบเอ็นทรานซ์ตรงที่ ระบบเอ็นทรานซ์นั้นใช้ผลการสอบเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งตัดสินว่านักเรียนคนใดจะได้เข้าเรียน แต่ระบบแอดมิชชั่นส์นั้นใช้องค์ประกอบ ๓ อย่างคือ เกรดของนักเรียนตลอดการเรียนม.ปลาย คะแนนสอบโอเน็ต คะแนนสอบเอเน็ต ซึ่งในปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมาก็เปลี่ยนอีก โดยเปลี่ยนส่วนที่เป็นคะแนนเอเน็ตเป็นคะแนน GAT-PAT

 

       แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นเพราะการนำเกรดมาใช้นั้นมีปัญหา คือ เกรดแต่ละโรงเรียนนั้นมาตรฐานไม่เหมือนกัน บางโรงกดเกรด บางโรงปล่อยเกรดหรือเกรดเฟ้อ และพอเอาเกรดมาใช้โรงเรียนเกือบทั้งประเทศก็ปล่อยเกรดให้เฟ้อกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เกรดเชื่อถือไม่ได้

 

         อีกปัญหาหนึ่งคือ การนำเอาคะแนนโอเน็ตมาใช้ เพราะคะแนนโอเน็ตนี้เขาไม่ได้มีไว้เพื่อการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย แต่มีไว้ประเมินโรงเรียน ดังนั้นโอเน็ตจึงสอบได้ครั้งเดียวในชีวิต และต้องสอบทันทีที่จบม. ๖ และมีการสอบ ๘ วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ สังคม สุขศึกษา ศิลปะ และการงานอาชีพ

 

        สิ่งเหล่านี้ทำให้ผลการคัดเลือกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมีปัญหา คือได้เด็กไม่ตรงกับที่คณะนั้นต้องการ หรือมีคุณสมบัติไม่ตรง พอเข้าไปเรียนแล้วเรียนไม่ไหว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เอาโอเน็ต และเกรดเข้าไปเป็นองค์ประกอบ ทำให้มหาวิทยาลัยได้เด็กวิศวะที่สอบเข้ามาได้เพราะเก่ง สังคม หรือภาษาไทย หรือได้เกรดเฟ้อมา ในขณะที่คนที่จะเรียนวิศวะนั้นจะต้องเก่ง คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีเป็นต้น

 

         ผลที่ตามมาอย่างเจ็บปวดก็คือนักศึกษาที่รับเข้ามาด้วยระบบแอดมิชชั่นส์นั้นมีผลการเรียนที่ต่ำกว่าที่มาจากระบบเอ็นทราซ์ และอัตราการรีไทร์ก็สูงกว่ามากอย่างน่าตกใจ

 

         แต่แทนที่คนสร้างปัญหาจะยอมรับผิดแล้วถอยหลังไปใช้ระบบเดิม พวกเขากลับหนีเอาตัวรอดแบบตัวใครตัวมัน ด้วยการบอนไซระบบแอดมิชชั่นส์แล้วหันไปรับตรง คือแต่ละมหาวิทยาลัยรับกันเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น

 

         แล้วคราวนี้ก็ถึงการวิบัติอย่างแท้จริง เพราะแก้ปัญหาแบบลิงพันแหนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาใหม่มากมายตามมา เช่น

 

         นักเรียนต้องวิ่งรอกสอบกันทุกอาทิตย์ ตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป โดยต้องไปสอบที่ เชียงใหม่ ขอนแก่น จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตร มศว. ม.บูรพา เป็นต้น บางแห่งที่ไกลมากต้องเช่ารถตู้ไปแล้วไปนอนโรงแรมอีกสองคืน บางแห่งก็ต้องตื่นตั้งแต่ตี ๒ แล้วนั่งรถไปรอสอบ

 

         สภาพในแต่ละสนามสอบก็โหดร้ายคล้ายๆค่ายผู้อพยพ เด็ก ๘๕,๐๐๐ คนต้องไปแออัดกันที่เมืองทอง ที่นั่งก็แทบไม่มี ที่ยืนก็ลำบาก เข้าห้องน้ำทีต้องเข้าคิวนับสิบนาที จะซื้อข้าวก็ต้องเข้าคิวอันยาวเหยียดเพื่อจะได้ข้าวจานละ ๘๐ บาท พอได้ข้าวมาก็ต้องไปนั่งกินริมฟุตบาท แล้วทั้งหมดนี่เขารับแค่ ๒,๕๐๐ คนเท่านั้นเอง ค่าสมัครคนละ ๕๐๐ บาท มหาวิทยาลัยได้ไป ๔๐ ล้านกว่าๆ

 

        ค่าใช้จ่ายของนักเรียนแต่ละคนในการตระเวนสอบระบบตรงนั้นไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ยังไม่รวมว่าถ้าสอบได้จะต้องลงทะเบียนไว้ก่อนประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท แล้วถ้าได้ที่เรียนที่ดีกว่าก็ค่อยมาสละสิทธิ์ แต่เงินไม่ได้คืนครับ

 

      ปัญหาอีกอย่างคือการสอบรับตรงทั้งหมดจะเริ่มตั้งแต่กันยายนที่นักเรียนเพิ่งเรียนม. ๖ ได้แค่ ๓ เดือน แต่เนื้อหาข้อสอบนั้นจะมีครบทั้งม.๔,๕,๖ ดังนั้นเมื่อโรงเรียนยังสอนไม่ครบแต่นักเรียนจะต้องใช้สอบเพื่อรับตรง นักเรียนที่มีเงินก็ต้องไปกวดวิชา ซึ่งต้องใช้เงินเป็นหมื่นบาท

 

      ประเด็นที่ดูจะเลวร้ายที่สุดคือ การกระทำเช่นนี้เป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันระหว่าง คนจนกับคนรวย ระหว่างเด็กที่อยู่ในเมืองกับเด็กที่อยู่ในชนบทห่างไกล เพราะด้วยค่าใช้จ่ายในการวิ่งรอกสอบ ในการเสียค่าเดินทาง และค่ากวดวิชาที่สูงมากนั้นจะทำให้นักเรียนที่ยากจนไม่สามารถเข้าแข่งขันได้ และในการเดินทางมาสอบที่กรุงเทพเพียงที่เดียวนั้น เด็กในชนบทแทบไม่สามารถทำได้เลย

 

      แล้วท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยก็ได้เด็กไปไม่ครบ เพราะมีการสละสิทธิ์เพื่อไปเรียนในคณะที่ตนเองคิดว่าดีกว่าเป็นจำนวนมาก

 

      แล้วก็กลับมาถึงคำถามว่า ใคร ใครเป็นผู้สร้างระบบที่แสนจะอุบาทว์นี้ขึ้นมา คำถามคือพวกท่านอธิการบดีทั้งหลายนั่นแหละ ซึ่งท่านเหล่านี้นั้นไม่ใช่คนไร้การศึกษา ไม่ใช่คนไม่มีภูมิปัญญา ในทางตรงกันข้ามพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นด็อกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ เป็นรองศาสตราจารย์ กันทั้งนั้น เป็นคนที่สังคมศรัทธา จนบางครั้งเวลาที่ประเทศเดินทางไปถึงทางตัน คนก็มักคาดหวังและมอบหมายให้บุคคลเหล่านี้ออกมาแก้ปัญหา

 

         แต่พอเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยของท่านเอง ท่านกับแก้ปัญหาด้วยการโยนภาระให้แก่เด็กๆ จนเป็นมหาวิบัติแห่งการรับตรงและของการศึกษาไทยไปแล้ว แต่มหาวิทยาลัยของท่านเหล่านั้นได้เงินไปมหาวิทยาลัยละหลายสิบล้านบาท

      

         ถ้าผู้ทรงภูมิปัญญายังทำได้ขนาดนี้ แล้วเราจะเหลือความหวังจากใครได้อีก

 

        ทางออกเหลือทางเดียวครับ และเป็นทางออกที่เคยใช้เมื่อปี ๒๕๐๔ คือการออกมติครม.ให้มหาวิทยาลัยต่างๆหยุดรับตรงแล้วหันมารับผ่านส่วนกลางร่วมกัน โดยเรื่องที่จะใช้วิชาอะไรในการสอบบ้าง ก็ให้คณะต่างๆไปคุยกันเอง ถ้ามีปัญญากันมากไปจนตกลงกันไม่ได้ ก็ให้แต่ละคณะใช้วิชาที่ต่างกันได้ แต่ต้องมาสอบร่วมกัน สอบครั้งเดียว และสอบเมื่อเด็กจบม. ๖ เท่านั้น

กรุณาส่งต่อและติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่

http://www.facebook.com/pages/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B9%8C-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4/163090393795089
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ทันข่าว 24 ชั่วโมง