นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุด การศึกษาอุบาทว์ ชาติวิบัติ  จะซ้ำชั้น หรือ จะดักดาน ในระบบการศึกษาที่มีหลายระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาล ๑ ถึง ปริญญาเอกนั้น แต่ละระดับชั้นนั้นมีระดับมาตรฐานที่แตกต่างกัน และได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่า เด็กที่จบชั้นอนุบาล ๑ ได้นั้นจะต้องเรียนรู้อะไร เด็กที่จบม. ๓ ได้นั้นจะต้องมีความรู้แค่ไหน คนที่จบม. ๖ ได้นั้นจะต้องผ่านวัตถุประสงค์การเรียนรู้ข้อใดบ้าง
นั่นหมายความว่าเด็ก ป.๓ กับเด็ก ป.๔ จะต้องมีความรู้ ความคิด ทักษะ และพัฒนาการที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่เด็กคนหนึ่งจะเลื่อนชั้นจาก ป.๓ ขึ้นไปอยู่ ป.๔ ได้นั้น จะต้องมีข้อยืนยันให้ได้ว่าเขามีความรู้ ความคิด ทักษะ และพัฒนาการ เพียงพอสำหรับมาตรฐานที่ตั้งไว้สำหรับการเรียนชั้น ป.๓ แล้วเท่านั้น แต่ถ้าไม่ เขาควรจะต้องฝึกฝน เรียนรู้ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้มาตรฐานที่ตั้งไว้ จึงจะขึ้นชั้น ป.๔ ได้ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาการศึกษาของเราก็เป็นเช่นนั้น คือ เด็กที่สอบไม่ผ่าน ป.๓ ก็ต้องซ้ำชั้น เรียน ป.๓ ใหม่อีกหนึ่งปีแล้วจึงจะขึ้นชั้น ป.๔ ได้ ซึ่งมีเด็กบางคนต้องซ้ำชั้นถึง ๒ หรือ ๓ ปี ถึงจะเลื่อนขึ้นไปชั้นที่สูงกว่าได้ แต่แล้วก็มีมือดีเป็นพวกมีความรู้เยอะ การศึกษาสูง เคยนั่งอยู่แต่บนหอคอยไม่เคยสัมผัสพื้นปฐพี และมีแต่อุดมคติที่เพ้อฝัน มาเปลี่ยนระบบการศึกษาให้มีการเลื่อนชั้นได้โดยอัตโนมัติ คือเมื่อเด็กเรียนมาถึง ป.๓ แล้วยังไงก็ต้องได้ขึ้น ป.๔ แน่ๆไม่ว่าจะมีความรู้เพียงพอหรือไม่ก็ตาม หรือแม้จะไม่มีความรู้ใดๆในระดับชั้น ป.๓ เลยก็สามารถชั้นไปเรียนชั้น ป.๔ ได้โดยอัตโนมัติ แล้วอันนี้แหละครับคือ การวิบัติของการศึกษาไทย อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เพราะเราจะได้เห็นเด็กทุกคนที่เข้าเรียนชั้นอนุบาล ๑ พร้อมกันจบการศึกษาชั้น ม.๓ พร้อมกันทุกคน ซึ่งในทางปริมาณแล้วถือว่าดีมากที่เรามีเด็กที่จบ ม. ๓ ถึงร้อยละ ๑๐๐ แต่ในแง่คุณภาพแล้วถือว่าเข้าขั้นวิบัติได้เลย เพราะจะมีเด็กส่วนหนึ่ง ซึ่งมากพอสมควร ที่มีความรู้ไม่ครบเนื้อหาของ ป.๑ แล้วถูกดันให้ขึ้นไปเรียน ป.๒ พร้อมๆกับเพื่อนที่เขามีความรู้พร้อมที่จะเรียน ป.๒ ผลก็คือเด็กกลุ่มนี้จะเรียนเนื้อหา ป.๒ ไม่รู้เรื่อง เมื่อไม่รู้เรื่องก็จะเบื่อ จะเกเร และรบกวนสมาธิของห้องเรียน พาทั้งห้องป่วนไปหมด แล้วเมื่อสิ้นปีเด็กกลุ่มนี้ก็ถูกส่ง(ถีบ)ให้ขึ้นไปเรียน ป.๓ พร้อมกับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งที่มีความรู้ไม่เพียงพอที่จะจบ ป.๒ แล้วเด็ก ๒ กลุ่มนี้ก็จะรวมกันเป็นปัญหาในชั้น ป.๓ ต่อไป และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปเป็นวัฏจักร แล้วเราก็ได้เห็นเด็กไทยจำนวนมากที่จบ ป.๖ โดยมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะจบ ป.๑ ซึ่งหลักฐานที่มีอยู่ดาษดื่นคือ เด็กที่ขึ้น ม.๑ ไปจำนวนมากที่อ่านภาษาไทยไม่ได้ บวกลบเลขไม่เป็น หรือผลสอบระดับชาติ(โอเน็ต)ของ ป.๖ หรือ ม. ๓ ที่เด็กสอบตกเกือบทุกวิชา เมื่อมีหลักฐานยืนยันขนาดนี้แล้ว เราก็สมควรยอมรับแล้วเอาระบบซ้ำชั้นกลับมา เราจะได้การศึกษาที่เต็มไปด้วยคุณภาพ ไม่ใช่อัดแน่นด้วยปริมาณแต่ไร้คุณภาพแบบนี้ เพียงแต่กระบวนการเสริมก่อนที่เด็กจะถูกซ้ำชั้นจะต้องมี เช่น เมื่อพบว่าเด็กคนใดมีแนวโน้มที่จะต้องซ้ำชั้นจะต้องส่งเด็กคนนั้นไปปรับพื้นฐานที่ส่วนกลางในช่วงวันหยุด หรือเด็กจะต้องถูกส่งไปเรียนภาคฤดูร้อนที่ส่วนกลางแล้วประเมินผลใหม่ว่าเด็กคนนั้นควรจะเลื่อนชั้นได้หรือไม่ หรือเด็กที่ซ้ำชั้นจะต้องได้รับการสอนเพิ่มเติมในวันหยุดเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ซ้ำชั้นอีก มีทฤษฎีหนึ่งที่บอกว่าในเมื่อเรากำหนดหลักสูตรให้เด็กเรียนอะไรแล้ว แสดงว่าสิ่งนั้นสำคัญมาก ฉะนั้นเด็กทุกคนจะต้องเรียนให้ได้เกรด เอ เพราะเมื่อมันสำคัญขนาดใส่มาในหลักสูตรบังคับให้เด็กทั้งประเทศต้องมานั่งเรียนแล้ว เด็กของเราจะต้องรู้ซึ้งสิ่งนั้นให้ได้เพราะมันสำคัญ ฉะนั้นเราไม่ควรยอมให้เด็กของเราได้เกรดต่ำกว่า เอ ในวิชาที่สำคัญเช่นนี้ เพราะถ้าได้ต่ำกว่า เอ แสดงว่าเด็กคนนั้นมีความรู้ที่สำคัญไม่เต็มที่ ซึ่งจะทำให้เป็นปัญหากับชีวิตของเขา และประเทศชาติในที่สุด และการที่จะทำให้เด็กทุกคนได้เกรด เอ เหมือนกันนั้นทำได้ เพียงแต่เด็กทุกคนจะใช้เวลาเรียนไม่เท่ากันเท่านั้น บางคนอาจจะใช้เวลาเรียนไม่นานในขณะที่บางคนอาจจะนานหน่อย เท่านั้นเอง บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยโดยอ้างว่าจะทำให้เสียเวลา ผมก็ขอถามว่าการที่เด็กเสียเวลา ๑ ปีแล้วได้เรียนรู้จนครบและสามารถที่จะเรียนในชั้นที่สูงขึ้นไปได้อย่างมีความสุข กับการถีบๆขึ้นไป ให้จบๆไปก็เท่ากับว่าเด็กไม่รู้อะไรเลยทั้งชีวิต เท่ากับว่าระบบการศึกษาไม่ได้ให้อะไรกับเขาเลย นอกจากประกาศนียบัตร ดังนั้นเขาจะเสียเวลาไปทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่ปีเดียว ในอเมริกานั้นมีกระแสหนึ่งที่มาแรงคือ พ่อแม่พยายามที่จะให้ลูกเข้าเรียนช้ากว่าเกณฑ์ที่เขากำหนด เพื่อให้ลูกตนเองมีอายุมากกว่าเพื่อนในห้อง เพื่อลูกจะได้ไม่ถูกรังแกเพราะตัวใหญ่กว่า และสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าเพื่อนๆ และจะเป็นที่หนึ่งในห้อง อันจะนำไปสู่ความภาคภูมิใจของเด็กและผู้ปกครอง และเป็นผลดีต่อการเรียนต่อในอนาคต แต่พ่อแม่บ้านเราพยายามที่จะยัดเยียดให้ลูกได้เข้าเรียนเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ครับ การเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐและเพรียกพร้อมไปด้วยปัญญานั้น ควรจะยอมรับความผิดพลาด ก้มหัวลงต่ำๆ แล้วกล่าวคำว่า “ขอโทษ” แล้วมุ่งหน้าแก้ไขสิ่งที่ผิดนั้นให้กลับเป็นถูกโดยเร็ว สังคมก็จะให้อภัยและสรรเสริญ เปลี่ยนเถอะครับ ผมและคนไทยจำนวนมากรอที่จะสรรเสริญพวกท่านอยู่ แล้วกรุณาเผยแพร่ และติดตามได้ที่ fanpage การศึกษาอุบาทว์ ชาติวิบัติ |