Home Hot Line : 0-850-911-999 E-mail : buildingthailand@hotmail.com

ค้นหาในเว็บ...

Home
รวมข่าวทั้งหมดที่แปล
WebBoard
ลงชื่อฟ้องศาลปกครอง
ดาวน์โหลด E-leaning ฟรี!
ระบบแอดมิชชั่นส์
Contact Us
Links
การเข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ผู้เข้าชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 40 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด

เตรียมฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกการใช้โอเน็ตในแอดมิชชั่น พิมพ์ ส่งเมล

     เร็วๆ นี้เราจะฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกการใช้ O-NET, GPA และ GPAX ในการสมัครแอ็ดมิชชั่น

      ผอ.  สทศ.ชี้ถ้าฟ้องชนะแน่ - อดีตคณะบดีจุฬาฯ ชี้ ทปอ. จับแพะชนแกะ - อดีตประธาน ทปอ.ชี้ทปอ.ใช้ O-NET เกินวัตถุประสงค์ - อ.จุฬาฯ ชี้การใช้  O-NET ทำให้คุณภาพนักศึกษาต่ำลง - เกรดเฟ้อ 40%                                                                                                                                                                        

      ที่ประชุมที่รัฐสภาเห็นตรงกัน " ถ้าปล่อยไปแบบนี้การศึกษาไทยวิบัติแน่ "

 

 

        ประเทศไทยนั้นมีที่นั่งในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยดังๆไม่เพียงพอกับจำนวนเด็กนักเรียนที่ต้องการเข้าเรียน  ฉะนั้นจึงต้องมีกระบวนการคัดเลือกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

 

       ก่อนหน้านี้หลายสิบปีเราใช้วิธีที่เรียกว่าการสอบเอ็นทรานซ์(entrance) คือใช้วิธีให้นักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปิดของรัฐมาสอบแข่งขันกันเรียกว่าการสอบเอ็นทรานซ์ โดยการสอบเอ็นทรานซ์นั้นจะมีการสอบปีละหนึ่งครั้งเท่านั้นประมาณต้นเดือนมีนาคมของทุกปี

 

       และคณะต่างๆจะใช้คะแนนจากการสอบเอ็นทรานซ์นี้เท่านั้นในการพิจารณาคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในคณะนั้นๆ  และจะใช้คะแนนเฉพาะวิชาที่จำเป็นสำหรับคณะนั้นๆเท่านั้น เช่นคณะวิศวะฯก็จะไม่ใช้คะแนนวิชาชีวะเป็นต้น

 

       การสอบเอ็นทรานซ์ระบบนี้ถือได้ว่าเป็นระบบการคัดเลือกที่บริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด ไม่มีเส้น ไม่มีฝาก และไม่มีแป๊ะเจี๊ยะ

 

       แต่การสอบเอ็นทรานซ์นั้นมีข้อเสียอยู่ประการเดียวคือเด็กไม่สนใจเรียนในห้องเรียน มุ่งที่จะไปเรียนพิเศษเพราะเหตุนี้จึงทำให้กระทรวงศึกษาธิการพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเอ็นทรานซ์นี้

 

       แต่แทนที่จะแก้ไขที่เหตุของปัญหากระทรวงฯและผู้เกี่ยวข้องกลับยำระบบที่เคยดีที่สุดให้กลายเป็นระบบที่สร้างปัญหาวิกฤติให้กับการศึกษาของชาติ

 

       เพราะเหตุแห่งปัญหาของระบบเอ็นทรานซ์เดิมนั้นมีเพียงแค่ข้อสอบที่ยากเกินเนื้อหาที่สอนกันในห้องเรียนเท่านั้น  คือถ้าเด็กคนใดสนใจเรียนในห้องเรียนและเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดที่สอนในห้องเรียน รวมทั้งสามารถทำโจทย์ท้ายบทของหนังสือแบบเรียนได้หมด ก็ไม่สามารถทำข้อสอบเอ็นทรานซ์ได้อยู่ดี  จึงทำให้เด็กต้องไปเรียนพิเศษ ทำให้เด็กไม่สนใจเรียนในห้องเรียน

 

       แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการปรับระดับความยากง่ายของข้อสอบให้เท่ากับระดับการเรียนในห้องเรียน ไม่ว่าจะปรับระดับการเรียนให้ยากขึ้น หรือปรับระดับข้อสอบให้ง่ายลง เขากลับโยนระบบเอ็นทรานซ์ทิ้งไปเลย

 

       แล้วแทนที่จะเปลี่ยนให้มันดีขึ้น เขากลับเปลี่ยนไปจนระบบการเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันที่เรียกว่าแอ็ดมิชชั่นนั้น เป็นระบบที่ทำให้การศึกษาของชาติเข้าสู่จุดวิกฤติ

     

       ลองมาดูก็ได้ว่าระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันนั้นทำให้การศึกษาไทยวิกฤติอย่างไร

 

       1. การสอบตรง  ปัจจุบันมหาวิทยาลัยทั้งหมดจะรับนักศึกษาเองร้อยละ 50 โดยไม่ผ่านระบบของส่วนกลาง  แล้วปัญหาที่ตามมาก็คือความไร้มาตรฐานของแต่ละมหาวิทยาลัย, การที่เด็กแต่ละคนต้องไปตระเวนสอบที่เชียงใหม่,ขอนแก่นหรือสงขลา แทนที่จะสอบกลางที่เดียว

 

        และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการรับตรงก็คือ ความไม่โปร่งใส เพราะประเทศไทยนั้นมีปัญหาเรื่องระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง และการคอรัปชั่น  ลองคิดดูนะว่าการรับนักเรียนชั้นม.1ของโรงเรียนต่างๆนั้นใครๆก็รู้ว่ามีการฝากเด็กและการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะการอย่างโจ๋งครึ้ม แม้ปีนี้จะพยายามรณรงค์กันอย่างหนัก โรงเรียนจำนวนมากก็ยังรับฝากเด็กอยู่ดี เพราะระบบนี้มันซึมเข้าไปในสายเลือดของผู้บริหารโรงเรียนแล้ว  แล้วนับประสาอะไรกับที่มหาวิทยาลัยมีการรับตรงจะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ใครจะกล้ารับประกัน

 

        ในวงสัมมนาที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 50 นั้น ศาสตราจารย์ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.)ได้กล่าวว่า ให้ระวังให้ดีว่าการรับตรงนั้นจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น  

  

 

         2. การใช้เกรดทั้ง GPAและGPAX มาคิดในการสมัครแอ็ดมิชชั่น(หรือสอบกลาง) โดยเกรดทั้งสองตัวคิดเป็นน้ำหนักคะแนนถึงร้อยละ 30 นั้นปัญหาก็คือ  ระบบการให้เกรดของโรงเรียนต่างๆนั้นไม่เหมือนกัน ไม่อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน โรงเรียนไหนให้เกรดง่ายๆเด็กก็สบายไป แต่ถ้าโรงเรียนไหนให้เกรดโหดเด็กก็ซวยไป หามาตรฐานและความเป็นธรรมไม่ได้เลย

 

          และที่เลวร้ายหนักขึ้นไปอีกก็คือเมื่อโรงเรียนต่างๆรู้ว่าเกรดนั้นมีความสำคัญต่อเด็ก โรงเรียนก็แห่กันประทานเกรดให้เด็ก จนเรียกกันว่าเกรดเฟ้อนั่นเอง มีหลักฐานยืนยันว่าโรงเรียนอย่างน้อยร้อยละ 40 ให้เกรดเฟ้อ และเกรดเฉลี่ยของม.ปลายเพิ่มจาก 2.1 เป็น 2.8 โดยใช้เวลาไม่กี่ปี

 

           การให้เกรดกันง่ายๆนี้ทำให้คุณภาพการเรียนในโรงเรียนมัธยมตกต่ำลง เรียกว่าไม่ต้องสนใจในเรียนให้มากมาย แค่ส่งงานครบก็ได้เกรด 4 แล้ว

 

 

 

        3. การใช้คะแนน O-NET มาเป็นคะแนนในการแอ็ดมิชชั่นถึงร้อยละ 40 ข้อนี้นับว่าเป็นปัญหาที่ดูจะหนักหน่วงและเลวร้ายที่สุด และสร้างความวุ่นวายมาโดยตลอด ความเลวร้ายในการเอาคะแนนโอเน็ตมาคิดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นมีดังนี้

 

         3.1 โอเน็ตนั้นคือการสอบของ สทศ.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน แปลว่าเป็นการวัดประสิทธิภาพของโรงเรียนและนักเรียนรวมกัน ไม่ใช่ประสิทธิภาพของนักเรียนแต่เพียงอย่างเดียว  และการสอบโอเน็ตนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระบบการศึกษาระดับม.ปลายของประเทศเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ฉะนั้นการนำคะแนนโอเน็ตไปคิดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงเป็นการจับแพะชนแกะ(จากคำพูดของ รศ.กำจัด มงคลกุล อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและอดีตคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ)

 

          3.2 การสอบโอเน็ตนั้นจัดให้นักเรียนทุกคนสอบได้ครั้งเดียว คือเมื่อจบ ม.6 เท่านั้น เพราะเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนม.ปลายของนักเรียน  แต่การสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นเด็กควรจะสมัครเมื่อไรก็ได้ แม้จะเรียนจบม.6ไปแล้ว 2-3 ปีก็ตาม ตามหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

 

           ลองคิดถึงเด็กคนหนึ่งที่เขาบังเอิญประสบชะตากรรมในช่วงที่เขาเรียนม.ปลายซิ ถ้าบังเอิญพ่อแม่เขามีปัญหากันในช่วงนั้น หรือบังเอิญครอบครัวประสบวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงนั้นพอดี เขาอาจจะเรียนได้ไม่ดีตอนม.ปลาย แต่ถ้าอีกสองสามปีผ่านไปเขาผ่านวิกฤตินั้นไปได้และเริ่มอ่านหนังสือใหม่จนมีความรู้เท่ากับหรือมากกว่าคนที่เพิ่งจบในม.6ปีปัจจุบัน เขาก็ควรได้รับสิทธิในการเข้าไปเรียนไม่ใช่หรือ แต่การที่เอาคะแนนโอเน็ตไปคิดรวมด้วยทำให้เขาไม่มีโอกาสเช่นที่ว่านี้เลย

 

            นี่ไม่นับรวมเด็กที่จบก่อนปี48 ที่ไม่มีการสอบโอเน็ต พวกเขาเหมือนโดนปล่อยเกาะ โดนตัดอนาคตโดยไม่มีความผิดใดๆ เพราะไม่สามารถสมัครแอ็ดมิชชั่นในปีต่อมาได้เลยเพราะไม่มีคะแนนโอเน็ต

 

            3.3 การสอบโอเน็ตนั้นเมื่อเป็นการสอบเพื่อวัดประสิทธิภาพการเรียนของเด็กม.ปลายแล้ว ก็สมควรที่จะสอบทุกๆวิชาที่เรียนเดิมนั้น สอบ 5 สาระวิชา ต่อไปก็จะสอบ 8 สาระวิชา นั้นถูกต้องอยู่แล้ว

 

            แต่พอมหาวิทยาลัยเอาคะแนนโอเน็ตไปคิดเพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัยมันกลายเป็นเรื่องที่ผิดไปเลย เพราะการคัดเลือกคนเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นควรจะวัดว่าใครมีความพร้อมหรือ ความถนัดในการเข้าไปเรียนคณะนั้นๆมากกว่ากัน

 

           เช่นคณะวิศวะฯ ก็ควรจะคัดเลือกคนที่เก่งคำนวณเช่น คณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ไม่ใช่ชีววิทยา(การเรียนวิศวะฯนั้นไม่เกี่ยวข้องใดๆกับวิชาชีวะเลย) ฉะนั้นเมื่อเราเอาคะแนนโอเน็ตที่สอบวิชาชีวะด้วยไปใช้ในการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ก็เท่ากับเรากำลังคัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนวิศวะฯโดยดูว่าเขาเก่งชีวะด้วยหรือเปล่า

 

             สิ่งนี้แหละที่ทำให้คุณภาพของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่ำลง เพราะได้คนที่ถนัดไม่ตรงกันเข้าไปเรียน

 

              และเป็นที่ประจักอย่างชัดเจนว่าที่ต้องการเปลี่ยนระบบจากเอ็นทรานซ์มาเป็นแอ็ดมิชชั่นนั้นเพื่อ ทำให้เด็กสนใจในห้องเรียนมากขึ้นและไม่ไปกวดวิชานั้น ก็ได้ผลตรงกันข้าม เพราะเด็กไม่สนใจเรียนในห้องเหมือนเดิน แถมยังไปกวดวิชามากขึ้น แทนที่จะกวดวิชาเฉพาะม.6 ก็กวดมันตั้งแต่ม.4เลย

 

              จากปัญหาการเปลี่ยนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจากระบบเอ็นทรานซ์มาเป็นแอ็ดมิชชั่นนี้ ได้สร้างปัญหาให้เกิดวิกฤติการศึกษาขึ้นในประเทศ ทั้งความวุ่นวายในปี 2549 ความสับสนของนักเรียนจนมีคนฆ่าตัวตาย และการฟ้องร้องอีกมากมาย นั้น จากการสัมมนาเรื่องวิกฤติการศึกษาไทยที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 50 ที่ผ่านมา นั้นมีข้อมูลและความเห็นจากผู้รู้ที่จะยืนยันว่าวิกฤตินั้นมีอยู่จริง และเกิดจากการเปลี่ยนระบบจากที่ดีอยู่แล้วไปเป็นระบบที่เลวลง

 

              รศ.ดร.กำจัด  มงคลกุล อดีตรองอธิการบดีและคณะบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯกล่าวว่า การเอาคะแนนโอเน็ตไปคิดรวมเพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัยนั้น เป็นการจับแพะชนแกะ

 

              อ.สุมณฑา พรหมบุญ อดีตประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) และอดีตประธานกรรมการบริหาร สทศ. กล่าวว่า การใช้ GPA โดยไม่ปรับปรุงใดๆจะเพิ่มความไม่เป็นธรรมและ การใช้โอเน็ตในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เป็นการใช้โอเน็ตเกินวัตถุประสงค์

 

              ผศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน อ.จากคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ สรุปว่าไม่ควรใช้GPAและGPAX ในการสมัครแอ็ดมิชชั่นและการรับด้วยระบบแอ็ดมิชชั่นทำให้มีนักศึกษาลาออกกลางคันจำนวนมาก

 

              ศ.ดร.อุทุมพร จามามาน ผอ.สทศ.(สทศ.คือสถาบันที่เป็นผู้จัดสอบโอเน็ต) ถ้ามีการฟ้องศาลปกครองกับมหาวิทยาลัยที่ใช้โอเน็ตในการสมัครเข้าเรียนหรือแอ็ดมิชชั่น คิดว่าน่าจะชนะแน่

 

 

     ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติจึงมีมติที่จะฟ้องศาลปกครองไม่ให้มหาวิทยาลัยนำเอา GPA, GPAX และ คะแนนโอเน็ตไปใช้ในการคัดเลือคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือแอ็ดมิชชั่น  โดยจะทำการยื่นคำร้องภายในต้นเดือน สิงหาคมนี้ และขอให้ทุกคนคอยติดตามความคืบหน้าได้ทางเว็บไซต์นี้   

 

***** หากท่านเห็นด้วยกับข้อความข้างต้น โปรดช่วยกันเผยแพร่และบอกต่อ เพื่อให้ทุกคนได้รู้ข้อมูลนี้ และท่านสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแอดมิชชั่นส์ได้ที่เว็บบอร์ดหรือ คลิกที่นี่ ******

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ทันข่าว 24 ชั่วโมง