ลองมาดูก็ได้ว่าระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันนั้นทำให้การศึกษาไทยวิกฤติอย่างไร
1. การสอบตรง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยทั้งหมดจะรับนักศึกษาเองร้อยละ 50 โดยไม่ผ่านระบบของส่วนกลาง แล้วปัญหาที่ตามมาก็คือความไร้มาตรฐานของแต่ละมหาวิทยาลัย, การที่เด็กแต่ละคนต้องไปตระเวนสอบที่เชียงใหม่,ขอนแก่นหรือสงขลา แทนที่จะสอบกลางที่เดียว
และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการรับตรงก็คือ ความไม่โปร่งใส เพราะประเทศไทยนั้นมีปัญหาเรื่องระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง และการคอรัปชั่น ลองคิดดูนะว่าการรับนักเรียนชั้นม.1ของโรงเรียนต่างๆนั้นใครๆก็รู้ว่ามีการฝากเด็กและการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะการอย่างโจ๋งครึ้ม แม้ปีนี้จะพยายามรณรงค์กันอย่างหนัก โรงเรียนจำนวนมากก็ยังรับฝากเด็กอยู่ดี เพราะระบบนี้มันซึมเข้าไปในสายเลือดของผู้บริหารโรงเรียนแล้ว แล้วนับประสาอะไรกับที่มหาวิทยาลัยมีการรับตรงจะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ใครจะกล้ารับประกัน
ในวงสัมมนาที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 50 นั้น ศาสตราจารย์ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.)ได้กล่าวว่า “ให้ระวังให้ดีว่าการรับตรงนั้นจะมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น”
2. การใช้เกรดทั้ง GPAและGPAX มาคิดในการสมัครแอ็ดมิชชั่น(หรือสอบกลาง) โดยเกรดทั้งสองตัวคิดเป็นน้ำหนักคะแนนถึงร้อยละ 30 นั้นปัญหาก็คือ ระบบการให้เกรดของโรงเรียนต่างๆนั้นไม่เหมือนกัน ไม่อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน โรงเรียนไหนให้เกรดง่ายๆเด็กก็สบายไป แต่ถ้าโรงเรียนไหนให้เกรดโหดเด็กก็ซวยไป หามาตรฐานและความเป็นธรรมไม่ได้เลย
และที่เลวร้ายหนักขึ้นไปอีกก็คือเมื่อโรงเรียนต่างๆรู้ว่าเกรดนั้นมีความสำคัญต่อเด็ก โรงเรียนก็แห่กันประทานเกรดให้เด็ก จนเรียกกันว่าเกรดเฟ้อนั่นเอง มีหลักฐานยืนยันว่าโรงเรียนอย่างน้อยร้อยละ 40 ให้เกรดเฟ้อ และเกรดเฉลี่ยของม.ปลายเพิ่มจาก 2.1 เป็น 2.8 โดยใช้เวลาไม่กี่ปี
การให้เกรดกันง่ายๆนี้ทำให้คุณภาพการเรียนในโรงเรียนมัธยมตกต่ำลง เรียกว่าไม่ต้องสนใจในเรียนให้มากมาย แค่ส่งงานครบก็ได้เกรด 4 แล้ว
3. การใช้คะแนน O-NET มาเป็นคะแนนในการแอ็ดมิชชั่นถึงร้อยละ 40 ข้อนี้นับว่าเป็นปัญหาที่ดูจะหนักหน่วงและเลวร้ายที่สุด และสร้างความวุ่นวายมาโดยตลอด ความเลวร้ายในการเอาคะแนนโอเน็ตมาคิดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นมีดังนี้
3.1 โอเน็ตนั้นคือการสอบของ สทศ.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน แปลว่าเป็นการวัดประสิทธิภาพของโรงเรียนและนักเรียนรวมกัน ไม่ใช่ประสิทธิภาพของนักเรียนแต่เพียงอย่างเดียว และการสอบโอเน็ตนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระบบการศึกษาระดับม.ปลายของประเทศเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ฉะนั้นการนำคะแนนโอเน็ตไปคิดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงเป็นการ”จับแพะชนแกะ”(จากคำพูดของ รศ.กำจัด มงคลกุล อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและอดีตคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ)
3.2 การสอบโอเน็ตนั้นจัดให้นักเรียนทุกคนสอบได้ครั้งเดียว คือเมื่อจบ ม.6 เท่านั้น เพราะเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนม.ปลายของนักเรียน แต่การสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นเด็กควรจะสมัครเมื่อไรก็ได้ แม้จะเรียนจบม.6ไปแล้ว 2-3 ปีก็ตาม ตามหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ
ลองคิดถึงเด็กคนหนึ่งที่เขาบังเอิญประสบชะตากรรมในช่วงที่เขาเรียนม.ปลายซิ ถ้าบังเอิญพ่อแม่เขามีปัญหากันในช่วงนั้น หรือบังเอิญครอบครัวประสบวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงนั้นพอดี เขาอาจจะเรียนได้ไม่ดีตอนม.ปลาย แต่ถ้าอีกสองสามปีผ่านไปเขาผ่านวิกฤตินั้นไปได้และเริ่มอ่านหนังสือใหม่จนมีความรู้เท่ากับหรือมากกว่าคนที่เพิ่งจบในม.6ปีปัจจุบัน เขาก็ควรได้รับสิทธิในการเข้าไปเรียนไม่ใช่หรือ แต่การที่เอาคะแนนโอเน็ตไปคิดรวมด้วยทำให้เขาไม่มีโอกาสเช่นที่ว่านี้เลย
นี่ไม่นับรวมเด็กที่จบก่อนปี48 ที่ไม่มีการสอบโอเน็ต พวกเขาเหมือนโดนปล่อยเกาะ โดนตัดอนาคตโดยไม่มีความผิดใดๆ เพราะไม่สามารถสมัครแอ็ดมิชชั่นในปีต่อมาได้เลยเพราะไม่มีคะแนนโอเน็ต
3.3 การสอบโอเน็ตนั้นเมื่อเป็นการสอบเพื่อวัดประสิทธิภาพการเรียนของเด็กม.ปลายแล้ว ก็สมควรที่จะสอบทุกๆวิชาที่เรียนเดิมนั้น สอบ 5 สาระวิชา ต่อไปก็จะสอบ 8 สาระวิชา นั้นถูกต้องอยู่แล้ว
แต่พอมหาวิทยาลัยเอาคะแนนโอเน็ตไปคิดเพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัยมันกลายเป็นเรื่องที่ผิดไปเลย เพราะการคัดเลือกคนเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นควรจะวัดว่าใครมีความพร้อมหรือ ความถนัดในการเข้าไปเรียนคณะนั้นๆมากกว่ากัน
เช่นคณะวิศวะฯ ก็ควรจะคัดเลือกคนที่เก่งคำนวณเช่น คณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ไม่ใช่ชีววิทยา(การเรียนวิศวะฯนั้นไม่เกี่ยวข้องใดๆกับวิชาชีวะเลย) ฉะนั้นเมื่อเราเอาคะแนนโอเน็ตที่สอบวิชาชีวะด้วยไปใช้ในการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ก็เท่ากับเรากำลังคัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนวิศวะฯโดยดูว่าเขาเก่งชีวะด้วยหรือเปล่า
สิ่งนี้แหละที่ทำให้คุณภาพของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่ำลง เพราะได้คนที่ถนัดไม่ตรงกันเข้าไปเรียน
และเป็นที่ประจักอย่างชัดเจนว่าที่ต้องการเปลี่ยนระบบจากเอ็นทรานซ์มาเป็นแอ็ดมิชชั่นนั้นเพื่อ ทำให้เด็กสนใจในห้องเรียนมากขึ้นและไม่ไปกวดวิชานั้น ก็ได้ผลตรงกันข้าม เพราะเด็กไม่สนใจเรียนในห้องเหมือนเดิน แถมยังไปกวดวิชามากขึ้น แทนที่จะกวดวิชาเฉพาะม.6 ก็กวดมันตั้งแต่ม.4เลย
จากปัญหาการเปลี่ยนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจากระบบเอ็นทรานซ์มาเป็นแอ็ดมิชชั่นนี้ ได้สร้างปัญหาให้เกิดวิกฤติการศึกษาขึ้นในประเทศ ทั้งความวุ่นวายในปี 2549 ความสับสนของนักเรียนจนมีคนฆ่าตัวตาย และการฟ้องร้องอีกมากมาย นั้น จากการสัมมนาเรื่องวิกฤติการศึกษาไทยที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 50 ที่ผ่านมา นั้นมีข้อมูลและความเห็นจากผู้รู้ที่จะยืนยันว่าวิกฤตินั้นมีอยู่จริง และเกิดจากการเปลี่ยนระบบจากที่ดีอยู่แล้วไปเป็นระบบที่เลวลง
รศ.ดร.กำจัด มงคลกุล อดีตรองอธิการบดีและคณะบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯกล่าวว่า “การเอาคะแนนโอเน็ตไปคิดรวมเพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัยนั้น เป็นการจับแพะชนแกะ”
อ.สุมณฑา พรหมบุญ อดีตประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) และอดีตประธานกรรมการบริหาร สทศ. กล่าวว่า “การใช้ GPA โดยไม่ปรับปรุงใดๆจะเพิ่มความไม่เป็นธรรม”และ” การใช้โอเน็ตในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เป็นการใช้โอเน็ตเกินวัตถุประสงค์”
ผศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน อ.จากคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ สรุปว่า”ไม่ควรใช้GPAและGPAX ในการสมัครแอ็ดมิชชั่น”และ”การรับด้วยระบบแอ็ดมิชชั่นทำให้มีนักศึกษาลาออกกลางคันจำนวนมาก”
ศ.ดร.อุทุมพร จามามาน ผอ.สทศ.(สทศ.คือสถาบันที่เป็นผู้จัดสอบโอเน็ต) “ถ้ามีการฟ้องศาลปกครองกับมหาวิทยาลัยที่ใช้โอเน็ตในการสมัครเข้าเรียนหรือแอ็ดมิชชั่น คิดว่าน่าจะชนะแน่”
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติจึงมีมติที่จะฟ้องศาลปกครองไม่ให้มหาวิทยาลัยนำเอา GPA, GPAX และ คะแนนโอเน็ตไปใช้ในการคัดเลือคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือแอ็ดมิชชั่น โดยจะทำการยื่นคำร้องภายในต้นเดือน สิงหาคมนี้ และขอให้ทุกคนคอยติดตามความคืบหน้าได้ทางเว็บไซต์นี้
***** หากท่านเห็นด้วยกับข้อความข้างต้น โปรดช่วยกันเผยแพร่และบอกต่อ เพื่อให้ทุกคนได้รู้ข้อมูลนี้ และท่านสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแอดมิชชั่นส์ได้ที่เว็บบอร์ดหรือ คลิกที่นี่ ******