|
จากการประชุมกับประธาน ทปอ. และผู้เดือดร้อน/ผู้ถูกละเมิดสิทธิ์ วันที่ 11 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติได้เสนอให้มีการแก้ไขระบบแอดมิชชั่นตามหลักการและเหตุผล ดังนี้
ก. ระบบเอ็นทรานซ์เดิมนั้นเป็นระบบคัดเลือกคนที่ดีและโปร่งที่สุดระบบหนึ่งของประเทศ แต่ปัญหาที่เกิดจากระบบเอ็นทรานซ์ คือ การที่เด็กไม่สนใจเรียนในห้องเรียนและมุ่งแต่จะกวดวิชานั้น เหตุของปัญหาเกิดจากเนื้อหาที่เป็นข้อสอบเอ็นทรานซ์นั้นมีระดับความยากมากกว่าเนื้อหาที่เรียนตามหลักสูตรในห้องเรียน แม้เด็กจะเรียนรู้เรื่องทุกอย่างในห้องเรียนก็จะทำข้อสอบไม่ได้ จึงต้องไปกวดวิชา วิธีการแก้ไขปํญหาดังกล่าว ควรจะเป็นการปรับระดับความยากง่ายของการเรียนในห้องเรียนและในข้อสอบให้เท่ากัน ส่วนวิธีการแก้ปัญหาการกวดวิชานั้น ควรแก้ด้วยการที่กระทรวงฯ เป็นผู้ผลิตสื่อการกวดวิชาเสียเองโดยทำให้ได้ดีกว่าสิ่งที่โรงเรียนกวดวิชาทำอยู่ แล้วแจกให้กับโรงเรียนหรือนักเรียนทุกคน เพราะข้อเสียที่สุดของการกวดวิชานั้น คือ การสร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคมระหว่างเด็กจนกับรวย, เด็กในเมืองกับชนบท ข. การใช้การรับนักเรียนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมการเรียนในระดับชั้นม.ปลายนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่มหาวิทยาลัยควรทำมากที่สุด คือ การใช้ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการชี้แนวทางการเรียนในระดับมัธยมเท่านั้น เช่น ถ้ามหาวิทยาลัยต้องการให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น ก็ออกข้อสอบแนวคิดวิเคราะห์ แล้วท้ายที่สุดโรงเรียนทั้งหมดก็จะสอนในแนวนี้เอง การพยายามเข้าไปช่วยด้วยการนำเกรดมาใช้ร้อยละ 30 นั้น เป็นการกระทำที่มากเกินไป และเป็นการกระทำที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถกำกับการได้มาของเกรดได้ ดังนั้นวิธีนี้แทนที่จะได้ผลดี กลับเป็นผลเสียต่อการศึกษาทั้งหมด ทุกโรงเรียนแข่งกันปล่อยเกรด บางห้องของเกือบทุกโรงเรียนนักเรียนได้เกรดเฉลี่ย 4.00 กันทั้งห้อง เมื่อเกรดเป็นสิ่งที่ได้มาง่าย เกรดก็จะไม่มีผลให้เด็กต้องใช้ความพยายามเพื่อได้มา โรงเรียนทุกโรงนั้นมีอำนาจในการให้เด็กจบหรือไม่จบอยู่แล้ว ควรใช้อำนาจนี้เพื่อควบคุมให้นักเรียนมีคุณภาพมากกว่า ข้อเสนอของชมรมฯ 1. ขอให้ยกเลิกการนำจีพีเอและจีแพกซ์ มาใช้ในระบบแอดมิชชั่น เหตุผลประกอบข้อเสนอ 1.1 แต่ละโรงเรียนมีมาตรฐานการให้เกรดไม่เท่ากัน ฉะนั้นการใช้เกรดมาตัดสินนักเรียนจึงเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง แม้จะอ้างว่าสามารถเอาคะแนนโอเน็ตมาถ่วงดุลได้นั้นก็เป็นแนวคิดที่ผิดหลักการโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าต้องการจะถ่วงดุลจริงจะต้องนำคะแนนโอเน็ตไปปรับเกรดให้สูงขึ้นสำหรับโรงเรียนที่กดเกรด และไปปรับเกรดให้ต่ำลงสำหรับโรงเรียนที่ปล่อยเกรด แต่การเอาคะแนนโอเน็ตเฉยๆไปรวมนั้นไม่สามารถถ่วงดุลได้ เช่น ถ้า ก. กับ ข. เก่งเท่ากัน, มีความประพฤติเหมือนกันแต่ ก. มาจากโรงเรียนที่กดเกรด ส่วน ข. มาจากโรงเรียนที่ปล่อยเกรด ฉะนั้น ก. กับ ข. ก็จะได้คะแนนโอเน็ตเท่ากัน แต่ ก. จะได้เกรดน้อยกว่า ข. ทำให้ ก. แข่งกับ ข. ไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง การนำเกรดมาใช้จะยิ่งกดดันให้โรงเรียนส่วนใหญ่ปล่อยเกรดมากขึ้น โดยปัจจุบันเกือบทุกโรงเรียนมีวิธีให้คะแนนเด็กเพื่อตัดเกรด ดังนี้ ถ้าส่งงานครบได้คะแนนไปร้อยละ 60 ( ซึ่งงานส่วนใหญ่เป็นงานที่ไม่สร้างปัญญาและความรู้ให้เด็ก ) สอบกลางภาคร้อยละ 20 ( ถ้าใครสอบตกสามารถซ่อมให้ผ่านได้ แสดงว่าอย่างน้อยทุกคนจะต้องได้ ร้อยละ10 ) รวมแล้วส่งงานครบกับสอบกลางภาคอย่างน้อยจะได้ร้อยละ 70 สอบปลายภาคร้อยละ 20 ( ถ้าได้เพียง 10 คะแนนก็จะได้เกรด 4 แล้ว ) 1.2 การนำเกรดมาใช้ร้อยละ 30 นั้น ทำให้นักเรียนที่ผิดพลาดในช่วงต้นๆ ของการเรียนไม่สามารถแก้ไขอนาคตของตนเองได้ และเมื่อแก้ไขไม่ได้คนกลุ่มนี้จะทิ้งการเรียนไปเลย เป็นการสร้างปัญหาให้กับห้องเรียนและโรงเรียน แล้วท้ายที่สุดโรงเรียนก็ปล่อยให้พวกเขาจบออกมาโดยไร้คุณภาพ เป็นการสร้างปัญหาให้สังคมต่อไป ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นทุกคนอยากเรียนเก่ง อยากมีอนาคตที่ดี แต่ในสังคมปัจจุบันนั้น เด็กๆ ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ครอบครัวแตกแยก สื่อและสิ่งยั่วยุที่เลวร้าย ทำให้เด็กกลุ่มหนึ่งอาจพลาดไปในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาโตขึ้นอีกหน่อย พวกเขาจะคิดได้และอยากจะตั้งใจมากขึ้น แต่ถ้าระบบไม่ให้โอกาสคนกลุ่มนี้ ก็เท่ากับเป็นการกดดันให้พวกเขาเดินในหนทางที่ผิดไปตลอดชีวิต 1.3 การใช้เกรดมาคิดเป็นจีพีเอนั้นจะทำให้เด็กที่เรียนม.ปลาย เปลี่ยนเส้นทางการเรียนไม่ได้ เพราะการเลือกสายเรียนนั้นกระทำตอนเด็กขึ้นม.4 ซึ่งมีอายุแค่ 14-15 ปีเท่านั้น การที่เขาจะต้องเลือกอนาคตในวัยเช่นนี้จะทำให้มีโอกาสผิดพลาดสูง แล้วถ้าระบบไม่เปิดโอกาสให้เขาแก้ตัว เขาจะต้องขมขื่นไปตลอดชีวิต และประเทศชาติก็เสียโอกาสที่จะได้คนที่ถูกต้องมาพัฒนาประเทศ 
1.4 สูตรในการคิดคำนวณจีพีเอและจีแพกซ์ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการละเมิดอย่างรุนแรง ดังนี้ ที่โรงเรียนนักเรียนได้คะแนนร้อยละ 50-54 จะได้เกรด 1 แต่พอมาแปลงเป็นจีพีเอและจีแพกซ์จะได้แค่ร้อยละ 25 คะแนนจะหายไปสูงสุดร้อยละ 29 คิดเป็นคะแนนดิบเท่ากับ 870 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนที่สูงมากและเป็นการละเมิดอย่างชัดเจน แต่ถ้านักเรียนได้คะแนนร้อยละ 80-100 จะได้เกรด 4 แต่พอมาแปลงเป็นจีพีเอและจีแพกซ์จะได้ถึงร้อยละ 100 คะแนนจะเพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 20 คิดเป็นคะแนนดิบเท่ากับ 600 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนที่สูงมากและเป็นลาภมิควรได้ ด้วยวิธีคิดคำนวณแบบนี้จะทำให้เด็กที่เกรดต่ำกว่า 2.5 ทุกคนโดนละเมิดด้วยการลดคะแนนลง และเด็กกลุ่มนี้นั้นไม่สามารถสมัครตรงกับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ได้ เพราะการรับตรงนั้นส่วนใหญ่จะระบุเกรดขั้นต่ำ 2.5 หรือ 2.75 ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่กดขี่เด็กเกรดต่ำอย่างชัดเจน 2. ขอให้ยกเลิกการนำคะแนนโอเน็ตมาใช้ในระบบแอดมิชชั่น หลักการและเหตุผล เพราะโอเน็ตนั้นจัดทำขึ้นโดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด เมื่อไม่มีวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทำให้โอเน็ตนั้นไม่เหมาะสำหรับการคัดเลือกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง ไม่เหมาะทั้งในแง่คุณภาพของข้อสอบ, คุณภาพในการคัดคน และทำให้เกิดการละเมิดสิทธิกับเด็กจำนวนมาก ดังนี้ 2.1 เด็กที่ป่วยในวันที่มีการสอบโอเน็ต ทำให้ชีวิตทั้งชีวิตไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย ทั้งๆ ที่ทุ่มเทและคาดหวังมาตลอดชีวิต 2.2 เด็กที่ติดภารกิจทั้งในและต่างประเทศ ในวันที่มีการจัดสอบ 2.3 เด็กที่ได้คะแนนไม่ดีในครั้งแรก และประสงค์จะแก้ตัวใหม่ ไม่สามารถกระทำได้ ส่วนกรณีเด็กที่ได้เข้าเรียนในคณะใดคณะหนึ่งแล้ว ไม่สามารถเรียนในคณะนั้นได้จนต้องขอสมัครใหม่นั้น กราบขอความกรุณาท่านอย่าได้มองเด็กกลุ่มนี้เลวร้ายเกินไป เพราะในข้อเท็จจริงถ้าเลือกได้ไม่มีใครต้องการกระทำอย่างนั้น เพราะการที่เขาต้องเปลี่ยนคณะนั้นเขาก็ต้องเสียเวลาไปอย่างน้อยหนึ่งปี,เสียค่าใช้จ่ายและเสียสังคมเพื่อนในวัยเดียวกันไป 
และการที่เขาเลือกคณะผิดนั้นก็ไม่ใช่เป็นความผิดของเขาคนเดียว ระบบการแนะแนวก็ควรได้รับการแก้ไข ตลอดจนคณะส่วนใหญ่ก็ได้สอบความถนัดเด็กอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่เด็กเข้าไปเรียนแล้วเรียนไม่ไหวนั้น น่าจะเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และทางแก้ที่ถูกต้องน่าจะเป็นการให้เด็กย้ายคณะได้, การสร้างมาตรการให้เด็กไม่เลือกคณะที่คิดว่าสอบติดแล้วจะไม่เรียน จนกว่าจะได้คณะที่ต้องการ มิเช่นนั้นจะเป็นการบังคับให้เด็กต้องเรียนไปจนจบทั้งๆที่ไม่ชอบ แล้วพอเขาจบไปก็ไม่ไปทำงานด้านที่เรียนมา ทำให้ประเทศชาติสูญเสียมากกว่า 2.4 ผู้ที่ไม่เข้าสอบจำนวน 21,000 คนต่อปี ซึ่งการไม่เข้าสอบอาจจะมาจากการที่ยังตั้งหลักชีวิตไม่ได้หรือครูแนะนำให้ขาดสอบเพื่อป้องกันไม่ให้คะแนนเฉลี่ยของโรงเรียนต่ำเกินไป เพราะเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ผลการเรียนไม่ดีในขณะที่จบม.6 แต่ถ้าเขาจบไปแล้ว 1 ปี กลับตัวได้ และตั้งใจเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนมีความรู้เท่าคนอื่น เขาควรกลับเข้าสู่ระบบได้ การไม่เปิดโอกาสเท่ากลับเป็นการผลักดันพวกเขาไปสู่มุมอับโดยปริยาย 2.5 เด็กที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงกติกา เช่น การเริ่มใช้แอดมิชชั่นครั้งแรกหรือการเปลี่ยนโอเน็ตจาก 5 กลุ่มสาระเป็น 8 กลุ่มสาระเด็กกลุ่มนี้จะสมัครแอดมิชชั่นในปีถัดไปไม่ได้ *** การคิดที่ให้เด็กผูกติดกับเกรดร้อยละ30 และคะแนนโอเน็ตร้อยละ 40 รวมร้อยละ 70 ไปตลอดชีวิตโดยไม่สามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้นั้น ถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 49 วรรค 2 “การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ” 
3.ควรปรับเปลี่ยนข้อสอบเอเน็ต เพื่อให้แต่ละคณะได้เด็กที่มีความสามารถ ตรงกับคณะที่จะเข้าไปเรียน เช่น ควรแยกข้อสอบ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ออกจากกัน ส่วนกรณีที่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆจะต้องแจ้งล่วงหน้าสามปีนั้น ควรเป็นการใช้กับการเปลี่ยนแนวหรือนโยบายที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ถ้าการกระทำใดที่เป็นการกระทำที่ละเมิดผู้อื่นอยู่ ก็ควรต้องแก้ไขทันที จากวัตถุประสงค์ในการรับเด็กเข้าเรียน คือ เพื่อได้เด็กมีความสามารถตรงกับคณะที่จะเข้าเรียน และเพื่อส่งเสริมการเรียนในห้องเรียนนั้น ระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ทั้งสองข้อได้ ทำให้เด็กเครียดตลอดสามปี,เรียนกวดวิชาหนักขึ้นทั้งเวลาที่ไปกวดวิชาและจำนวนวิชาที่ไปกวดและคุณภาพห้องเรียนก็ไม่ดีขึ้น จึงขอความกรุณาท่านได้โปรดดำเนินการแก้ไขโดยด่วน เพื่ออนาคตของเด็กและประเทศต่อไป ***** หากท่านเห็นด้วยกับข้อความข้างต้น โปรดช่วยกันเผยแพร่และบอกต่อ เพื่อให้ทุกคนได้รู้ข้อมูลนี้ และท่านสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแอดมิชชั่นส์ได้ที่เว็บบอร์ดหรือ คลิกที่นี่ ******
|