|
แอดมิชชั่นส์แย่อย่างไร,ละเมิดสิทธิอย่างไรและทำร้ายการศึกษาไทยอย่างไร |
|
|
ใช้มาแล้ว2ปีสร้างความวุ่นวายมากมาย ละเมิดสิทธินักเรียนนับแสน และทำให้คุณภาพการศึกษาไทยทั้งในระดับมัธยมตกต่ำลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน
จากเดิมตั้งแต่ปี2504-2548ที่ประเทศไทยมีระบบการคัดเลือกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยระบบเดียวกันทั้งประเทศที่เรียกว่าระบบเอ็นทรานซ์ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้การสอบอย่างเดียวเท่านั้นที่เรียกว่าการสอบเอ็นทรานซ์ การสอบเอ็นทรานซ์นี้จัดให้มีขึ้นปีละหนึ่งครั้งในราวเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งถ้านักเรียนคนใดสอบไม่ได้ในปีที่จบและมีความต้องการจะสอบแก้ตัวใหม่ก้สามารถเข้าสอบในปีถัดไปได้จนกว่าจะได้คณะที่ต้องการ ในช่วงท้ายๆของการใช้ระบบเอ็นทรานซ์นั้นมีการจัดให้สอบปีละสองครั้งคือในเดือนตค.และมีค.และให้นักเรียนเลือกคะแนนในครั้งที่ได้มากที่สุดไปสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และถ้าไม่พอใจก็สอบใหม่ในปีต่อไปได้อีก แต่ข้อเสียของระบบเอ็นทรานซ์ก็คือข้อสอบเอ็นทรานซ์นั้นมีระดับความยากมากกว่าเนื้อหาที่นักเรียนเรียนในห้องเรียน หมายความว่าแม้ว่านักเรียนจะเข้าใจเนื้อหาในห้องเรียนได้อย่างแจ่มแจ้งและทำแบบฝึกหัดในแบบเรียนได้ทุกข้อก็ตาม นักเรียนก็ไม่สามารถทำข้อสอบเอ็นทรานซ์ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้นักเรียนส่วนหนึ่งจึงไม่สนใจเรียนในห้องเรียน และต้องไปกวดวิชากัน  ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็น่าจะเป็นการปรับระดับความยากง่ายของหลักสูตรที่เรียนในห้องเรียนและข้อสอบเอ็นทรานซ์ให้มีระดับความยากง่ายเท่ากันแต่มหาวิทยาลัยเขาไม่แก้ปัญหาแบบนั้น เขากลับโยนระบบเอ็นทรานซ์ทิ้งไปเลย แล้วไปสร้างระบบใหม่ขึ้นมาเรียนว่าระบบแอดมิชชั่นส์ ซึ่งระบบแอดมิชชั่นส์นี้จะใช้สัดส่วนคะแนนในการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ดังนี้1. คะแนนจากการสอบโอเน็ตร้อยละ 40 หรือ 4000 คะแนน2. คะแนนจากการเกรดเฉลี่ยที่เรียนในชั้นม.ปลาย อีกร้อยละ 30 หรือ 3000 คะแนน3. คะแนนจากการสอบเอเน็ตอีกร้อยละ30 หรือ 3000 คะแนนรวมคะแนนเต็ม 10000 คะแนน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วลองมาดูว่าแอดมิชชั่นส์นั้นละเมิดสิทธินักเรียนนับแสนคนได้อย่างไร และทำลายคุณภาพการศึกษาชองชาติได้อย่างไร1. ปัญหาจากโอเน็ต  เนื่องจากโอเน็ตเป็นการสอบเพื่อวัดคุณภาพของโรงเรียนและนักเรียนในการเรียนชั้นม.ปลาย ไม้ช่ได้มีไว้สำหรับการคัดเลือกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ฉะนั้นโอเน็ตจึงกำหนดให้นักเรียนทุกคนสอบได้ครั้งเดียวในชีวิต และต้องสอบทันทีที่จบเท่านั้น คนที่จบไปในปีก่อนหน้านั้นแต่ไม่ได้เข้าสอบโอเน็ตด้วยเหตุผลใดๆไม่สามารถเข้าสอบในปีถัดไปเหมือนการสอบเอ็นทรานซ์ได้ หรือคนที่เคยเข้าสอบแล้วแต่ไม่พอใจผลการสอบอยากจะแก้ตัวใหม่ก้ไม่สามารถเข้าสอบใหม่ในปีถัดไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ โอเน็ตจึงเป็นผลเสียและละเมิดคน ดังนี้1.1 คนที่ป่วยหรือประสบอุบัติเหตุไม่สามารถเข้าสอบในปีที่จบได้ ก็จะเสียโอกาสไปตลอดชีวิตโดยไม่มีความผิดใดๆ เพราะการป่วยไม่ใช่ความผิด 1.2 คนที่ติดภาระกิจจำเป็นจริงๆเช่นไปเรียนเอเอฟเอสหรือไปแข่งกีฬา ไม่สามรถเข้าสอบตรงปีที่จบก็จะเสียโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไปเลยแม้สทศ.จะแจ้งว่าในปี2551นี้จะจัดสอบซ่อมให้กับผู้ที่ไม่สามรถเข้าสอบได้ด้วยเหตุจำเป็น แต่การจัดสอบซ่อมก็จะทำหลังจากการสอบครั้งแรกภายใน2อาทิตยืเท่านั้น ซึ่งถ้าใครป่วยเกินสองอาทิตย์หรือติดภาระกิจเกินสองอาทิตย์ก็จะไม่ได้เข้าสอบอยู่ดี รวมถึงคนที่ไม่ได้เข้าสอบก่อนปี2551ด้วยซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่มีการเยียวยาแต่อย่างใด1.3 โอเน็ตนั้นไม่ได้มีวัตถุเพื่อการคัดเลือกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เมื่อไม่มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการคัดคน ทำให้คนที่คัดเข้าไปมีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่คณะนั้นๆต้องการ1.4 แอดมิชชั่นส์ทำให้คนที่สอบครั้งแรกได้คะแนนไม่ดีไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งประเด็นนี้ขัดกับรํฐธรรมนูญปี2550มาตรา49วรรค2 และพรบ.การศึกษาปี2542 ว่ารัฐต้องส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาทางเลือกและการเรียนรู้ด้วยตนเอง ประเด็นเรื่องความไม่เหมาะสมของโอเน็ตนี้ท่านรศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและท่านศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่เห็นด้วยกับโอเน็ตในปัจจุบันและได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่มหาวิทยาลัยต่างๆกลับไม่เห็นด้วย และยืนยันแนวทางเดิม 2.ปัญหาของจีแพกซ์และจีพีเอ
การที่แอดมิชชั่นส์นำเกรดมาคิดคำนวณเป็นสัดส่วนคะแนนร้อยละ30หรือ3000คะแนน โดยแยกเป็นจีแพกซ์หรือเกรดเฉลี่ยทุกวิชาตลอดการเรียนม.ปลายเท่ากับร้อยละ10 และจีพีเอหรือเกรดเฉลี่ยเฉพาะรายวิชาที่คณะนั้นๆระบุเท่ากับร้อยละ20 นั้นทำให้เกิดการละเมิด ดังนี้2.1 แต่ละโรงเรียนให้เกรดไม่เท่ากัน มาตรฐานไม่เหมือนกัน บางโรงเรียนปล่อยเกรด บางโรงเรียนกดเกรด ฉะนั้นเมื่อเกรดแต่ละโรงเรียนมีมาตรฐานไม่เท่ากันแล้ว การนำเกรดมาตัดสินนักเรียนทุกคนในอัตราส่วนร้อยละ30 น้อยจึงเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ใครที่มาจากโรงเรียนที่กดเกรดก็จะซวยไป แม้จะอ้างว่าสามารถเอาคะแนนโอเน็ตมาถ่วงดุลได้นั้นก็เป็นแนวคิดที่ผิดหลักการโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าต้องการจะถ่วงดุลจริงจะต้องนำคะแนนโอเน็ตไปปรับเกรดให้สูงขึ้นสำหรับโรงเรียนที่กดเกรด และไปปรับเกรดให้ต่ำลงสำหรับโรงเรียนที่ปล่อยเกรด แต่การเอาคะแนนโอเน็ตเฉยๆไปรวมนั้นไม่สามารถถ่วงดุลได้ เช่น ถ้า ก. กับ ข. เก่งเท่ากัน, มีความประพฤติเหมือนกันแต่ ก. มาจากโรงเรียนที่กดเกรด ส่วน ข. มาจากโรงเรียนที่ปล่อยเกรด ฉะนั้น ก. กับ ข. ก็จะได้คะแนนโอเน็ตเท่ากัน แต่ ก. จะได้เกรดน้อยกว่า ข. ทำให้ ก. แข่งกับ ข. ไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ดังตัวอย่าง นักเรียน | เกรดเฉลี่ย | จีแพกซ์ | จีพีเอ | คะแนนโอเน็ต | คะแนนเอเน็ต | รวม | ก | 3.00 | 750 | 1500 | 3000 | 2000 | 7250 | ข | 4.00 | 1000 | 2000 | 3000 | 2000 | 8000 | ข. ได้มากกว่า ก. | 750 |
2.2 การนำเกรดมาใช้ร้อยละ 30 นั้น ทำให้นักเรียนที่ผิดพลาดในช่วงต้นๆ ของการเรียนไม่สามารถแก้ไขอนาคตของตนเองได้ และเมื่อแก้ไขไม่ได้คนกลุ่มนี้จะทิ้งการเรียนไปเลย เป็นการสร้างปัญหาให้กับห้องเรียนและโรงเรียน แล้วท้ายที่สุดโรงเรียนก็ปล่อยให้พวกเขาจบออกมาโดยไร้คุณภาพ เป็นการสร้างปัญหาให้สังคมต่อไป 2.3 การใช้เกรดมาคิดเป็นจีพีเอนั้นจะทำให้เด็กที่เรียนม.ปลาย เปลี่ยนเส้นทางการเรียนไม่ได้เพราะถ้าเด็กคนใดคนหนึ่งเลือกเรียนสายศิลป์ตอนเรียนม.4 แล้วถ้าเรียนไปสักพักหนึ่งแล้วเขารู้สึกอยากเป็นวิศวกรขึ้นมาเขาก็จะไม่สามารถเลือกได้เพราะการสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้นจะต้องใช้คะแนนจีพีเอของวิชาที่เป็นสายวิทย์ แต่ในระบบเอ็นทรานซ์เดิมเด็กคนนี้สามารถที่จะไปศึกษาวิชาทางด้านสายวิทย์ด้วยตนเองแล้วถ้ามีความถนัดและมีความพยายามจริงเด็กคนนี้ก็จะสามารถสอบเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ เพราะการเลือกสายเรียนนั้นกระทำตอนเด็กขึ้นม.4 ซึ่งมีอายุแค่ 14-15 ปีเท่านั้น การที่เขาจะต้องเลือกอนาคตในวัยเช่นนี้จะทำให้มีโอกาสผิดพลาดสูง แล้วถ้าระบบไม่เปิดโอกาสให้เขาแก้ตัว เขาจะต้องขมขื่นไปตลอดชีวิต และประเทศชาติก็เสียโอกาสที่จะได้คนที่ถูกต้องมาพัฒนาประเทศ 2.4 สูตรในการคิดคำนวณจีพีเอและจีแพกซ์ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการละเมิดอย่างรุนแรง ดังนี้ สูตรที่ใช้ในการคิดคำนวณคะแนนจีแพกซ์และจีพีเอคือ ร้อยละของคะแนนจีแพกซ์และจีพีเอ = เกรดที่นักเรียนได้ X100/4 คะแนนจีแพกซ์ที่นักเรียนจะได้ก็คือ = เกรดที่นักเรียนได้ X 1000/4 คะแนนจีพีเอที่นักเรียนจะได้ก็คือ = เกรดรายวิชาที่คณะนั้นๆระบุ X 2000/4 ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ นักเรียนที่ได้คะแนนร้อยละ 50-54 ที่โรงเรียนจะได้เกรด 1 แต่พอมาแปลงเป็นจีพีเอและจีแพกซ์จะได้แค่ร้อยละ 25 คะแนนจะหายไปสูงสุดร้อยละ 29 คิดเป็นคะแนนดิบเท่ากับ 870 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนที่สูงมากและเป็นการละเมิดอย่างชัดเจน 
แต่ถ้านักเรียนได้คะแนนที่โรงเรียนร้อยละ 80-100 จะได้เกรด 4 แต่พอมาแปลงเป็นจีพีเอและจีแพกซ์จะได้ถึงร้อยละ 100 คะแนนจะเพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 20 คิดเป็นคะแนนดิบเท่ากับ 600 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนที่สูงมากและเป็นลาภมิควรได้ ซึ่งมีรายละเอียดดังตารางต่อไปนี้ | ช่วงคะแนนที่ได้ | เกรดที่ได้ | จีแพกซ์และ | จีแพกซ์และ | ช่วงจีแพกซ์และ | ช่วงคะแนนที่ | ช่วงคะแนนที่ | | จากโรงเรียน | จากโรงเรียน | จีพีเอ ที่ได้ | จีพีเอ ที่ได้ | จีพีเอ ที่ควรได้ | หายไป | ได้เพิ่มขึ้น | | (ร้อยละ) | | (ร้อยละ) | (คะแนน) | (คะแนน) | (คะแนน) | (คะแนน) | | 50-54 | 1.00 | 25.00 | 750 | 1500-1620 | 750-870 | - | | 55-59 | 1.50 | 37.50 | 1125 | 1650-1770 | 525-645 | - | | 60-64 | 2.00 | 50.00 | 1500 | 1800-1920 | 300-420 | - | | 65-69 | 2.50 | 62.50 | 1875 | 1950-2070 | 75-195 | | | 70-74 | 3.00 | 75.00 | 2250 | 2100-2220 | | 150-30 | | 75-79 | 3.50 | 87.50 | 2625 | 2250-2370 | | 375-255 | | 80-100 | 4.00 | 100.00 | 3000 | 2400-3000 | | 600-0 |
การคิดคำนวณด้วยหลักการแบบนี้ไม่ได้คำนึงถึงที่มาของเกรดและวิธีการนำเอาเกรดไปใช้ เพราะหลักการนำเกรดไปใช้ในแอดมิชชั่นนั้น เกรดไม่ได้เป็นตัวแทนของการเรียงลำดับของนักเรียน แต่เกรดเป็นตัวพาคะแนนไปรวมกับคะแนนโอเน็ตและเอเน็ตแล้วค่อยเอาคะแนนทั้งหมดมาจัดลำดับนักเรียน ฉะนั้นเมื่อเกรดเป็นตัวพาคะแนนไปจึงต้องคำนึงถึงคะแนนที่เป็นที่มาของเกรดเป็นสิ่งสำคัญ มิใช่อันดับของเกรดเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยวิธีคิดคำนวณแบบนี้จะทำให้เด็กที่เกรดต่ำกว่า 2.5 ทุกคนโดนละเมิดด้วยการลดคะแนนลง และเด็กกลุ่มนี้นั้นไม่สามารถสมัครตรงกับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ได้ เพราะการรับตรงนั้นส่วนใหญ่จะระบุเกรดขั้นต่ำ 2.5 หรือ 2.75 ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่กดขี่เด็กเกรดต่ำอย่างชัดเจน และเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันของนักเรียนที่ได้เกรดมากกว่า2.5เพราะบางคนได้บวกคะแนนมากในขณะที่บางคนนั้นได้บวกน้อย 3.การใช้หลักเกณฑ์ในระบบแอดมิชชั่นส์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนอกจากจะเป็นการกระทำ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคนจำนวนมากนับแสนคนแล้วยังทำให้คุณภาพการศึกษาของประเทศตกต่ำลงทั้งในระดับมัธยมและระดับอุดมศึกษา ในระดับมัธยมนั้นมีตัวชี้วัดความตกต่ำในคุณภาพการศึกษาคือกรณีที่เด็กจบม.6ทั้งประเทศมีคะแนนเฉลี่ยในการสอบโอเน็ตต่ำกว่าร้อยละ 50เกือบทุกวิชายกเว้นวิชาภาษาไทยดังนี้ | ผลการสอบโอเน็ตในเดือนกุมภาพันธ์ปี2550 | | วิชา | คะแนนเฉลี่ย | | ภาษไทย | 50.33 | | สังคม | 37.94 | | ภาษาอังกฤษ | 32.37 | | คณิตศาสตร์ | 29.56 | | วิทยาศาสตร์ | 34.88 |
ซึ่งคะแนนที่ต่ำนี้ยังไม่เป็นคะแนนที่แท้จริงเพราะยังมีผู้ไม่เข้าสอบโอเน็ตอีกประมาณ21000คน ซึ่งโดยส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้มีผลการเรียนไม่ดีขณะที่มีการจัดสอบโอเน็ต ซึ่งถ้าคนกลุ่มนี้เข้าสอบด้วยก็จะทำให้คะแนนที่ได้ต่ำกว่านี้มาก และจากเหตุผลหนึ่งในการเปลี่ยนจากระบบเอ็นทรานซ์มาเป็นแอดมิชชั่นส์นั้นเพื่อต้องการให้นักเรียนลดการกวดวิชาลง กลับกลายเป็นว่าหลังจากใช้ระบบแอดมิชชั่นส์แล้วนักเรียนกลับไปกวดวิชามากขึ้น ทั้งจำนวนชั่วโมงที่แต่ละคนไปกวดวิชาก็มากขึ้นและทั้งจำนวนวิชาที่แต่ละคนไปกวดก็มากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องความเครียดของนักเรียนมัธยมนั้นเด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะเครียดครั้งเดียวตอนช่วงสอบเอ็นทรานซ์ แต่พอมาเปลี่ยนเป็นระบบแอดมิชชั่นส์นักเรียนต้องเครียดตลอดสามปีเพราะการเรียนระบบแอดมิชชั่นส์นี้นักเรียนจะพลาดช่วงใดไม่ได้เลย เพราะระบบไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัว
ส่วนคุณภาพการศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นพบว่านักศึกษาที่เข้าไปเรียนจากระบบแอดมิชชั่นส์มีคุณภาพต่ำกว่านักศึกษาที่รับเข้าไปด้วยระบบเอ็นทรานซ์ นักศึกษาที่รับเข้าไปด้วยระบบแอดมิชชั่นส์ส่วนหนึ่งนั้นต้องได้รับการปรับระดับความรู้พื้นฐานเป็นเวลานานพอสมควรก่อนที่จะเริ่มเรียนเนื้อหาสำหรับมหาวิทยาลัยได้ อัตราการเรียนไม่ผ่านในวิชาสำคัญๆสูงขึ้นกว่าระบบเอ็นทรานซ์ 4 เท่า จากวัตถุประสงค์ในการคัดเลือกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อให้สามารถรับนักศึกษาที่มีความสามารถและความถนัดตรงกับคณะที่เรียน และเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมนั้น ถือว่าระบบแอดมิชชั่นส์ที่ใช้มา2ปีนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ***** หากท่านเห็นด้วยกับข้อความข้างต้น โปรดช่วยกันเผยแพร่และบอกต่อ เพื่อให้ทุกคนได้รู้ข้อมูลนี้ และท่านสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแอดมิชชั่นส์ได้ที่เว็บบอร์ดหรือ คลิกที่นี่ ****** |